Last Updated on Wednesday, 23 June 2010 21:59 Written by dota Wednesday, 23 June 2010 21:54
เศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปี 2553
โดย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
แม้ว่าเศรษฐกิจโลก ในครึ่งแรกของปีนี้จะฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด(พิจารณาจากตัวเลขการขยายตัวของ ศก.และตัวเลขการผลิตต่างๆที่ขยายตัวในเกณฑ์สูงทุกปท.)
แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับ ปรับตัวลดลงหลัง จากที่ปรับขึ้นรับข่าวการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกของปี จะเห็นได้ว่าตั้งแต่กลางเดือนเมษายนเป็นต้นมา หุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง 7-10% จากจุดสูงสุดดังกล่าวมาถึงกลางเดือนมิถุนายน เนื่องจากตลาดหุ้นพยายามพยากรณ์อนาคต คำถาม คือ ตลาดหุ้นพยากรณ์อะไรหรือเป็นห่วงเรื่องอะไรเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลัง ของปี 2553 นี้ ปัญหาที่แพร่ขยายจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อนักลงทุนอย่างมาก คือ ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศขนาดเล็ก ที่อยู่กรอบนอกของประเทศในสหภาพยุโรป ได้แก่ ประเทศกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปน ซึ่งเรียกรวมๆ กันว่าประเทศกลุ่มพิกส์ (PIGS) แต่ประเทศดังกล่าวเป็นเพียงประเทศเล็กๆ เช่น จีดีพีของกรีซนั้นคิดเป็นสัดส่วนเพียง 2.5% ของจีดีพีของประเทศสหภาพยุโรปทั้งหมดและแม้จะนำเอาจีดีพีของประเทศพิกส์ทั้ง หมดมารวมกันก็ยังไม่ถึง 20% ของจีดีพีของสหภาพยุโรปทั้งหมด ดังนั้น หากประเทศพิกส์จะต้องรัดเข็มขัดทางการคลัง ทำให้ต้องเผชิญกับความถดถอยทางเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้า ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในครึ่ง หลังของปีนี้ เพราะจีดีพีของประเทศพิกส์นั้นคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3.5% ของจีดีพีของโลก ปัญหา คือ นักลงทุนกำลังเป็นห่วงว่าปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศพิกส์ อาจจะลุกลามออกไปอีก ทั้งนี้ มิได้กลัวว่าจะลุกลามไปสู่ประเทศอื่นๆ (ยกเว้นกรณีของอิตาลีซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางคนกลัวว่าจะต้องเข้ามาอยู่ใน กลุ่มพิกส์ เพราะมีหนี้สาธารณะที่สูงมาก ทำให้กลุ่มพิกส์มีสมาชิกใหญ่และเปลี่ยนจาก PIGS เป็น PIIGS) แต่จะลุกลามไปสู่ธนาคารของประเทศในยุโรป ที่ปล่อยก็ให้กับประเทศกลุ่มพิกส์ ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ของประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศสและสเปน ทั้งนี้ บีไอเอส (Bank of International Settlements หรือธนาคารกลางของธนาคารกลางของโลก) ประเมินว่าความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยกู้ให้กับประเทศพิกส์นั้น มูลค่าประมาณ 250,000 ล้านยูโร คิดเป็น 16% ของการปล่อยกู้ทั้งหมดของสถาบันการเงินดังกล่าว ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นสัดส่วนที่ยังพอบริหารจัดการได้ แต่ผลกระทบที่ตามมา คือ ธนาคารพาณิชย์ของยุโรปเริ่มไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ทำให้ไม่กล้าปล่อยกู้ให้กันและกัน เห็นได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคารที่ปรับเพิ่มขึ้น 25-30 เบสิสพอยท์ พร้อมกับปริมาณการปล่อยกู้ระหว่างธนาคารที่ปรับลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรปได้เข้ามาเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบการเงินอย่างไม่อั้น รวมทั้งการเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่มีปัญหาอีกด้วย แต่ตัวเลขที่สะท้อนความผิดปกติของระบบการเงินของยุโรป คือ การที่ธนาคารพาณิชย์ของยุโรปนำเงินไปฝากไว้กับธนาคารกลางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับประมาณ 370,000 ล้านยูโร ซึ่งสูงกว่าตอนที่ตื่นตระหนกเมื่อเลแมน บราเธอร์ส ล่มสลายลงเมื่อกันยายน 2008 กล่าวโดยสรุป คือ วิกฤติหนี้สาธารณะของประเทศเล็กในยุโรป กำลังกระทบธนาคารขนาดใหญ่ของยุโรป ทำให้ความสามารถในการปล่อยกู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย เพราะหากธนาคารมีความฝืดเคือง เศรษฐกิจโดยรวมก็อาจจะฝืดเคืองตามไปด้วย ทั้งนี้ นักลงทุนหลายรายก็ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นในมาตรการช่วยเหลือต่างๆ รวมทั้งกองทุนที่สหภาพยุโรปจัดตั้งขึ้นเพื่อปล่อยกู้ให้กับกรีซ (110,000 ล้านยูโร) และให้ประเทศอื่นๆ (อีก 800,000 ล้านยูโร) เพราะเป็นแค่การยืดหนี้ในขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าต้องได้รับการเยียวยาโดย การลดหนี้ ดังนั้น จึงยังมีนักวิเคราะห์หลายรายเชื่อว่าการ "ซื้อเวลา" ให้กับประเทศดังกล่าวจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่จะเพียงรอวันที่ประเทศที่มีปัญหาจะต้องเบี้ยวหนี้ในที่สุด ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจในเงินสกุลยูโร ซึ่งได้ปรับลดลงจาก 1.5 ดอลลาร์ต่อ 1 ยูโร มาเป็น 1.2 ดอลลาร์ต่อ 1 ยูโรในครึ่งแรกของปีนี้ การอ่อนตัวลงของเงินยูโร ซึ่งหมายถึง การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลกระทบต่อสหรัฐ ทั้งนี้ บริษัทขนาดใหญ่ประมาณ 60% ต้องพึ่งพาการฟื้นตัวของยุโรป นอกจากนั้น สหรัฐเองก็ยังมีปัญหาการใช้จ่ายเกินตัวเห็นได้จากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งมีแนวโน้มว่ากำลังจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง นอกจากนั้น การอ่อนตัวของค่าเงินยูโรก็ยังทำให้จีนมีความพร้อมน้อยลง ที่จะปรับค่าเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ตามที่สหรัฐร้องขอและกดดันมาอย่างต่อเนื่องใน 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะจีนอ้างว่าเงินหยวนได้แข็งค่าขึ้นแล้วเมื่อเทียบกับเงินยูโร (เพราะได้ผูกค่าเงินหยวนไว้กับเงินดอลลาร์) ซึ่งน่าจะทำให้กระแสการเมืองในสหรัฐที่โจมตีนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบาย การค้าของจีนมีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปลายปีนี้ ซึ่งจะต้องมีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐ การลุกลามของปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศพิกส์อีกมิติหนึ่ง คือ การกดดันทางการเมืองให้เยอรมนีเป็นแกนนำในการประกาศรัดเข็มขัดทางการคลัง โดยตั้งเป้าจะลดการขาดดุลงบประมาณใน 5 ปีข้างหน้ากว่า 80,000 ล้านยูโร ในทำนองเดียวกัน ประเทศฝรั่งเศสและอิตาลีก็ได้ประกาศการลดการขาดดุลงบประมาณเช่นกัน จะเห็นได้ว่าแนวคิดที่จะเพิ่มวินัยทางการคลังได้แพร่ขยายไปทั่วยุโรปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอังกฤษ ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่กล่าวเตือนสติคนอังกฤษว่าจะต้องยอมรับความลำบากทาง เศรษฐกิจกันอย่างถ้วนหน้า เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งปล่อยปละละเลยไม่ได้เพราะเห็นตัวอย่างของความหายนะแล้ว จากกรณีของประเทศกรีซซึ่งถูกลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง หลังจากที่นักลงทุนขาดความเชื่อถือในรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลอังกฤษจึงประกาศว่าจะมุ่งมั่นรัดเข็มขัดทางการคลังอย่างไม่ลดละและจะ เลิกหลอกตัวเองด้วยการพยากรณ์ทางเศรษฐกิจที่ดีเกินจริง โดยย้ายอำนาจการคาดการณ์เศรษฐกิจและการขาดดุลงบประมาณจากกระทรวงการคลังไป สู่องค์กรอิสระที่จะตั้งขึ้นใหม่ โดยใช้ชื่อว่า Office of Budget Responsibility หรือสำนักงานเพื่อความรับผิดชอบทางงบประมาณ ซึ่งจะเน้นการปรับลดการขาดดุลงบประมาณการบริหารหนี้สาธารณะ และการให้ข้อเท็จจริงกับประชาชน เพราะรัฐบาลอังกฤษขาดดุลงบประมาณมากถึง 11% ของจีดีพีในปีนี้ โดยรัฐบาลก่อนหน้าได้บอกกับประชาชนว่าปัญหาคลี่คลายลงในปีหน้าและปีต่อๆ ไปโดยการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่น่าจะสวยหรูเกินจริง กล่าวคือ กระทรวงการคลังของอังกฤษคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอังกฤษในปีหน้า จะขยายตัวสูงถึง 3.5% (จากปีนี้ซึ่งน่าจะขยายตัวเพียง 1.2%) ในขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจอังกฤษจะขยายตัวเพียง 2.2% ดังนั้น นักลงทุนจึงสะท้อนความเป็นห่วงว่า นโยบายการคลังของประเทศหลักกำลังเปลี่ยนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยนโยบายการคลังอย่างไม่มีข้อจำกัดในปี 2009 มาเป็นการรัดเข็มขัดทางการคลังอย่างมุ่งมั่นในปี 2010 ทำให้เป็นห่วงว่าเศรษฐกิจโลกจะรองรับการปรับเปลี่ยนอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ของภาครัฐ และขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโลกยังสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องและไม่สะดุด ตัวลงในครึ่งหลังของปีนี้และปีหน้าหรือไม่ เรื่องนี้จะต้องคุยกันต่ออีกในสัปดาห์หน้า เพราะรัฐบาลสามารถปรับลดรายจ่ายและเพิ่มภาษีเพื่อรัดเข็มขัดทางการคลังได้ โดยส่งผลกระทบน้อยที่สุดกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจครับ