Written by nung Sunday, 23 May 2010 19:26
ตนเองเป็นคนเลือก งานหรือเปล่า?
คิดแต่จะเอางานให้ตรงกับที่เรียนใช่หรือไม่?
เกี่ยงงานเกี่ยงรายได้เกินไปหรือเปล่า?
ยังไม่เข้าใจวิธีการแสวงหาแหล่ง จ้างงานหรือเปล่า?
เรายังมีข้อบกพร่อง เขาจึงไม่เลือกจ้างบ้างหรือไม่?
สังคมไทยมีค่านิยม ของผู้คน 3 ฝ่าย คือ นักศึกษา สถาบันการศึกษาและองค์กรแหล่งงาน ค่อนข้างจะสวนทางกันมาอย่าง ยาวนาน จนสร้างความไม่ลงตัวกันในสังคมมาโดยตลอด
นิสิตนักศึกษาปรารถนาต่อการเป็นบัณฑิต
สถาบันการศึกษามุ่งแต่สร้าง ผลผลิตทางวิชาการแบบก้าวหน้า
องค์กรแหล่งงานปรารถนาจ้างงาน ผู้มีประสบการณ์ และต้องการคนดี
คำถามที่ทุกคนน่าจะถาม ตามนัยที่กล่าว นี้ว่า จากความปรารถนาของแต่ละฝ่ายมัน ก่อให้เกิดความไม่ลงตัวกันอย่างไรบ้าง หากจะ ตอบคำถามนี้ได้ เราคงต้องมองเข้าให้ลึกถึง บทบาทอันเกิดจากค่านิยม ทัศนคติ และความต้องการของแต่ละฝ่ายกันอีกสักนิด จึงจะพบคำตอบที่ถูกต้องได้
จาก ค่านิยมของสังคมที่ผู้คนบากบั่นขยันเรียนสูงๆ สู่การเป็นบัณฑิต นอกจากต้องการความมีหน้ามีตาในสังคมแล้ว ต่างก็เชื่อว่ามี ความรู้มากๆ จากการเรียนสูงๆ มันคือความเป็นคนเก่งที่จะสร้างโอกาสให้ตนเอง นำไปใช้สร้างงานสร้างชีวิตและสร้างสังคมของตนได้มากกว่า การศึกษาต่ำๆ ที่ยังพกพาความไม่รู้เอาไว้กับตัวอีกมากกว่า ทั้งยังมีโอกาสมากกว่าที่จะได้รับการบรรจุจ้างงานเหนือคนอื่นๆ ด้วย
นิสิต นักศึกษา ต่างเชื่อมั่นในสถาบันการศึกษาของตน โดยมอบความไว้วางใจให้ทุกสิ่งที่จะได้รับการปลูกฝังหรือถ่ายทอด ด้วยการ ตักตวงมันอย่างหมั่นเพียรจนได้เป็นบัณฑิต ที่ สมองเต็มไปด้วยภูมิรู้ในศาสตร์ที่เรียนจนจบแจ้ง
เมื่องานฉลองความเป็น บัณฑิตสิ้นสุดลง พวกเขากลับต้องฉลองกับการรอคอยงาน การหา งานทำจากแหล่งจ้างงานและการเป็นคนตกงานกลุ่มใหญ่ในสังคม ซึ่งสั่งสมสถิติที่พอกพูนขึ้น ปีแล้วปีเล่า จากปีกลายถึงตัวเลขคาดหมายใน ปีการศึกษานี้ ไม่น้อยกว่า 4 แสนคนทั่วประเทศ และบัณฑิตตกงานเหล่านี้ มีหลายรายที่ใช้การกู้ทุนเรียนไปจากรัฐที่จะต้องมีงานทำเท่านั้นจึงจะสามารถ ใช้คืนได้ ภาระของรัฐที่ต้องกู้ทุนมาให้กู้ และภาระของผู้กู้ที่จะต้องใช้ทุนคืน ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังไม่รู้เลย ว่าจะปลดหนี้สินของตนกันได้อย่างไรและเมื่อไหร่ ขณะที่สภาพเศรษฐกิจระบบใหญ่และย่อยที่ เรียกว่า "มหภาคกับจุลภาค" ยังรุ่งริ่งอยู่อย่างนี้
ความล้มเหลวของบัณฑิตตกงาน หากจะสรุปเป็นประเด็นหลักแล้วเกิดจากสิ่งอันควรแก้ไขอยู่ 2 ฝ่าย คือ ตัวผู้ที่เป็นบัณฑิตตกงานเอง และสถาบันผู้สร้างบัณฑิตป้อนสังคม
กรณีของ บัณฑิตตกงาน จะต้องหาคำตอบให้ตนเองให้ได้ว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ได้งาน? แล้วแก้ไขตนเองตรงนั้นเสีย หากเป็นสิ่งที่พบว่าสามารถ แก้ไขตนเองได้ เช่น
ตนเองเป็นคนเลือกงานหรือเปล่า?
คิดแต่จะเอางานให้ตรงกับที่เรียนใช่หรือไม่?
เกี่ยงงานเกี่ยงรายได้เกินไปหรือเปล่า?
ยังไม่เข้าใจวิธีการแสวงหาแหล่ง จ้างงานหรือเปล่า?
เรายังมีข้อบกพร่อง เขาจึงไม่เลือกจ้างบ้างหรือไม่?
ยังมีคำถามอื่นๆ ที่น่าถามตนเองมากมาย เชื่อว่าถ้ารู้จักมองตนเองเพื่อหาคำตอบออกมาให้ได้ มันจะนำไปสู่การแก้ไขตนเอง เพื่อสร้างโอกาสที่ดีกว่าได้แน่นอน เป็นไปไม่ได้แน่นอนว่าถ้าตนมีคุณสมบัติเพียบพร้อมขยันแสวงหา และไม่ตั้งเงื่อนไขของตนเองไว้สูงเกินไป เรื่องตกงานหางานทำไม่ได้มันจะเป็นภาพจริงอีกต่อไป
กรณีของสถาบันการ ศึกษา สิ่งควรพิจารณาก็คือ การสื่อสอนนอกจากเน้นที่เนื้อหาวิชาการที่เข้มข้นแล้ว ควรปรับกระบวนการถ่ายทอดความรู้ สู่การสอนให้คิดเพื่อสร้างความเฉลียวฉลาด ทางปัญญาให้แก่ผู้เรียนควบคู่กันไปด้วย รวมทั้งการสร้างทักษะการนำเอาความรู้ที่เรียนไปใช้ในชีวิตจริงในสังคมให้ มากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่สอนให้พวกเขารู้มากๆเพื่อจะให้นำไปใช้สอนใครอื่นอีกต่อไปถ้าพวกเขาไม่ ได้เรียนวิชาครู
การมีความรู้ไว้เป็นครูผู้อื่น กับการมีความรู้สู่การนำไปใช้มันเป็นคนละเรื่องกัน
เนื่องจากตลาดแหล่ง จ้างงานทั้งหลาย มักจะไม่เปิดโอกาสให้บัณฑิตใหม่ที่ยังไร้ทักษะ ประสบการณ์เข้าทำงานเพื่อการทดลองง่ายนัก เพราะไม่ต้องการยุ่งยากและหลีกเลี่ยงการสูญเสียอันเกิดจากพนักงานใหม่ที่ยัง ไม่เชี่ยวชาญในงานที่จะมอบ หมายให้ทำ และยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำ ว่าเป็นคนดีมีคุณภาพด้วยหรือเปล่า
ตัวผู้เรียนที่กำลังจะเป็นบัณฑิตออก สู่ตลาดแหล่งจ้างงานในสังคมก็เช่นกันระหว่างศึกษาอยู่ ก็ควรจะใช้เวลาว่างสร้างประสบการณ์ด้วยการฝึกฝนตนเองให้เกิดทัก-ษะในการใช้ ศาสตร์ที่เรียนนั้นด้วยตนเอง ด้วย เช่น ร่วมกิจกรรมพิเศษ กับเพื่อนๆ ร่วมกิจกรรมทางสังคม ทำงานหารายได้พิเศษยาม ว่างสร้างประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ในสามสี่ปีที่เล่าเรียนย่อมตักตวง ประสบการณ์อะไรได้ตั้งมากมาย
การเป็น หนอนตำรา บ้าเรียนอยู่ด้านเดียว หรือเที่ยวเตร่เฮฮา บ้าตามแฟชั่นไปวันๆ นั้น คือการสูญเสียโอกาสดีๆ ที่ตนเองเป็นผู้ทำลายโอกาสนั้น อย่างไม่น่าให้อภัย สี่ปีที่จะเป็นบัณฑิตกับเขาได้นับว่ายากยิ่งแล้ว เมื่อจบแล้วสามารถมีงานทำกับเขาได้ยิ่งยากใหญ่ ทุกคนจึงควรทำตนเองให้มีคุณสมบัติเพียบพร้อม ที่สอดคล้องกับความต้องการของแหล่งจ้างงานและความเป็น จริงในสังคมเพราะระดับการศึกษาและวัยนี้ เป็นโอกาสช่วงสุดท้ายที่จะได้ปรุงแต่งโครงสร้าง ทาง กายภาพและโครงสร้างทางพฤติกรรมต่อการเป็นอนาคตของชาติแล้วมันไม่ใช่เวลาแห่ง การมุ่งเรียนเหมือนเด็กๆ ในระดับที่ผ่านมาอีกแล้ว
ควรช่วยเหลือตนเอง ด้วยความพร้อมตั้งแต่ก่อนจะเป็นบัณฑิต และเมื่อเป็นบัณฑิตแล้วยังตกงานอยู่ ก็ควรก้มลงดูตนเองบ้างว่าเพราะเหตุใดจึงไม่ได้งานทำแล้วแก้ไขเสียไวๆ อย่าโทษสังคมที่เส็งเคร็งของคุณอยู่เลย และอย่าท้อแท้กันเสียก่อน ใครๆ เขาก็ว่าถ้ามีชีวิตแล้วต้องสู้ การรู้จักต่อสู้อยู่ที่ฉลาดดิ้นรน
ค้นหา มันทั้งสองอย่างในตัวคุณให้พบสิ เดี๋ยวดีเอง