Written by BatMen Tuesday, 08 February 2011 22:40

ผู้ ผลิตโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่สัญชาติเอเชีย ทั้งเอชทีซี ซัมซุง แอลจี เร่งเครื่องผลิตสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์เพื่อรุกตลาดระดับบนมากขึ้น หลังการก้าวขึ้นครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งของแอนดรอยด์สร้างความหวังให้ บริษัทเหล่านี้ว่าจะสามารถแย่งตลาดคืนมาจากแอปเปิลได้
บริษัทวิจัยคานาลิสเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ของตลาดโทรศัพท์มือถือระบุว่า ยอดขายสมาร์ทโฟนที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2553 เพิ่มขึ้น 7 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ 33.3 ล้านเครื่อง โดยมีแรงผลักดันจากยอดขายที่แข็งแกร่งของซัมซุงและเอชทีซีเป็นหลัก ส่งผลให้แอนดรอยด์ก้าวขึ้นมาเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์มือถือที่มีผู้ ใช้งานมากที่สุดในโลกด้วยส่วนแบ่งตลาด 33% แซงหน้าระบบปฏิบัติการซิมเบียนของโนเกียซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือ 31% และระบบไอโอเอสของแอปเปิลที่มีส่วนแบ่ง 16%
เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า ในปีนี้เอชทีซี ซัมซุง รวมถึงอีกหนึ่งผู้ผลิตสัญชาติเกาหลีอย่างแอลจี อิเล็กทรอนิกส์ที่เข้ามาร่วมวงผลิตโทรศัพท์แอนดรอยด์ช้ากว่าคู่แข่ง ต่างมีแผนจะดันผลิตภัณฑ์ระบบแอนดรอยด์ออกสู่ตลาดมากขึ้นอีก เพื่อทำยอดขายให้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้อย่างสวยหรู กูเกิลกล่าวว่าในแต่ละวันมีอุปกรณ์ระบบแอนดรอยด์ 300,000 เครื่อง ถูกเปิดใช้งานทั่วโลก เทียบกับอัตราการเปิดใช้งาน 160,000 เครื่องต่อวัน ในเดือนมิถุนายน 2553
จำนวนรุ่นของสมาร์โฟนจากซัมซุงเกินกว่า 50% ที่วางขายอยู่ในตลาดเมื่อปีที่แล้วทำงานด้วยระบบแอนดรอยด์ และบริษัทมีแผนจะเพิ่มจำนวนดังกล่าวขึ้นในปีนี้แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่ม เติม ในปีนี้ซัมซุงตั้งเป้าจะขายสมาร์ทโฟนให้ได้เกินกว่า 50 ล้านเครื่อง
ซัมซุงทำยอดขายสมาร์ทโฟนได้ทะลุเป้า คือ เกินกว่า 20 ล้านเครื่อง ในปี 2553 โดย ฮง วอน-เพียว รองประธานบริหารธุรกิจโทรศัพท์มือถือของซัมซุง กล่าวว่าเหตุผลหลักที่ช่วยให้บริษัททำยอดได้ตามเป้าก็คือระบบปฏิบัติการแอ นดรอยด์ และแอนดรอยด์จะยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนของซัมซุง ต่อไป
แม้ซัมซุงจะเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับสองของโลกรองจากโนเกีย แต่ที่ผ่านมาบริษัทปล่อยโทรศัพท์หน้าจอทัชสกรีนที่มีความน่าดึงดูดใจมากพอจะ แข่งขันกับไอโฟนจากแอปเปิลออกสู่ตลาดค่อนข้างช้า โดยสมาร์ทโฟนรุ่นแรกๆ ของซัมซุงใช้ซอฟต์แวร์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง ทำให้ผู้บริโภคไม่พึงพอใจกับการใช้งานที่ไม่ง่ายเท่ากับไอโฟน
ทางด้านแอลจี ที่สัปดาห์ก่อนรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 4 ปี 2553 ขาดทุน 256.4 ล้านวอน ส่งสัญญาณที่ดีขึ้นจากยอดขายจากสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์รุ่น ออพติมัส วัน โดยกล่าวว่าสามารถทำยอดขายได้ 3 ล้านเครื่องนับตั้งแต่เปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 นอกจากนี้แอลจียังมีแผนจะทำให้โทรศัพท์รุ่นที่ทำงานด้วยระบบแอนดรอยด์เป็น รุ่นที่ขายได้เป็นส่วนใหญ่ในเป้าหมายยอดขาย 30 ล้านเครื่อง ที่วางไว้ในปีนี้
เดวิด จอง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของแอลจี กล่าวว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่อาจจะช่วยให้บริษัทกลับมาทำกำไรได้ในไตรมาสนี้ ขณะที่ซีเค ลู นักวิเคราะห์อาวุโสจากการ์ทเนอร์ กล่าวถึงเหตุผลของผลประกอบการที่น่าผิดหวังของแอลจีว่า แอลจีเริ่มนำแอนดรอยด์มาใช้ช้า และล้มเหลวกับการฝากความหวังไว้ที่ระบบวินโดว์ส โมบาย ในช่วงครึ่งปีแรก
ในงานคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ โชว์ (ซีอีเอส) ที่จัดขึ้นเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา แอลจีนำโทรศัพท์แอนดรอยด์ระบบ 4จี รุ่น เรโวลูชัน (Revolution) ที่สามารถใช้งานกับเทคโนโลยีแอลทีอี (Long Term Evolution) ไปเปิดตัว บริษัทกล่าวว่าจะวางจำหน่ายโทรศัพท์รุ่นดังกล่าวในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ใน สหรัฐอเมริกาผ่านเครือข่ายเวอไรซอน ไวร์เลส
ขณะที่เอชทีซี ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือจากไต้หวัน ปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโทรศัพท์ระบบแอนดรอยด์ของบริษัท แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าผลประกอบการที่ดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลมาจากการ เปลี่ยนไปใช้แอนดรอยด์แทนระบบวินโดว์ส โมบาย เอชทีซีทำกำไรในไตรมาส 4 ของปี 2553 เพิ่มขึ้นเกินกว่าเท่าตัวเป็น 14,490 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน จากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 5,530 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
อย่างไรก็ดี การวางจำหน่ายโทรศัพท์แอนดรอยด์รุ่นใหม่จำนวนมากอาจทำให้รายได้ของผู้ผลิต โทรศัพท์ลดน้อยลง "อัตรากำไรของโทรศัพท์แอนดรอยด์ยังอยู่เหนือค่าเฉลี่ยของทั้งอุตสาหกรรมใน ทุกประเภทโทรศัพท์มือถือ แต่เมื่อมีแบรนด์จำนวนมากหันมาใช้แอนดรอยด์ คงเป็นการยากที่จะเห็นอัตรากำไรคงอยู่ในระดับดังกล่าวในระยะยาว" นีล มอว์สตัน ผู้อำนวยการบริษัทสแทรทิจี อนาไลติกส์ฯ ให้ความเห็น
การเติบโตที่แข็งแกร่งของซัมซุงและเอชทีซีตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับคู่ แข่งจากสหรัฐฯ และยุโรปที่ทำรายได้ได้อย่างน่าผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นโมโตโรล่าที่แม้จะเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนแอนดรอยด์ แต่ก็มีผลประกอบการไตรมาส 4 ที่อ่อนแอ ขณะที่สตีเฟน อีลอป ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโนเกีย กล่าวว่าบริษัทของเขาจำเป็นต้องทำงานให้เร็วขึ้นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และแย้มว่ากำลังพิจารณาเลือกใช้ระบบปฏิบัติการอื่นเพิ่มเติมจากซิมเบียน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,607 6 - 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554