Written by Mr-Amnart Monday, 24 May 2010 11:04
เมื่อพูดถึงอาชีพนักคอมพิวเตอร์ ดูเหมือนช่วงนี้จะเป็นกระแสที่แรงเอามากๆ เพราะแนวโน้มที่ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารงาน ก็ทำให้บุคลากรด้านนี้ เป็นที่ต้องการอย่างมาก และยิ่งอินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ความต้องการก็ยิ่งมากขึ้น เป็นเงาตามตัว
ยิ่งไปกว่านั้น ภาพลักษณ์ของผู้ที่อยู่ในแวดวงนี้ ทั้งการยอมรับว่าเป็นผู้มีความสามารถและผลตอบแทนที่ดูเหมือนว่าอยู่ใน มาตรฐานที่สูงกว่าอาชีพอื่น ทำให้มีผู้ต้องการเข้ามาอยู่ในวงการนี้มากขึ้น ซึ่งสังเกตได้จาก สถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งมีหลักสูตรเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น ยังไม่รวมโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์หลักสูตรระยะสั้น ที่เปิดขึ้นมามากมาย
มีหลายครั้ง ที่มีอีเมล์มาหาผม เพื่อทักทายและซักถามเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งตัวผมเอง แม้จะรู้สึกว่า ไม่ได้เก่งกาจอะไรพอที่ตอบข้อซักถามได้ทุกอย่าง แต่กับสายตามของอีกหลายๆคนแล้ว กลับไม่คิดเช่นนั้น เมื่อย้อนกลับมามองตัวเอง ทำให้เรารู้สึกว่า ความรู้สึกเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นกับเราเองเช่นกัน เมื่อเรามองไปที่รุ่นพี่ๆที่สร้างผลงานไว้อย่างชื่นชม หรือผู้ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งชาวไทยและต่างชาติ
แล้วความรู้สึกที่ใครๆมองอีกฝ่ายในทางที่ดีนั้น เริ่มขึ้นตอนไหน ก็ไม่สามารถตอบได้ รู้แต่ว่า ผู้ที่ได้รับการยอมรับเหล่านั้น ต่างเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และมีความมุ่งมั่นในการสร้างผลงานทั้งสิ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการฝึกฝน สั่งสม และไขว่ขว้า หาความรู้ อยู่อย่างสม่ำเสมอ
ดังนั้น เมื่อมีหลายๆคน ถามผมว่า ทำอย่างไรจะเก่งคอมพิวเตอร์ได้ ผมก็ได้แต่ตอบคำถามหากินว่า ก็ขยันเล่นคอมพ์สิ แล้วก็จะเก่งเอง ซึ่งดูจะไม่ค่อยถูกใจผู้ถามเท่าไรนัก แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
เมื่อพูดถึงอาชีพนักคอมพิวเตอร์ ดูเหมือนช่วงนี้จะเป็นกระแสที่แรงเอามากๆ เพราะแนวโน้มที่ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารงาน ก็ทำให้บุคลากรด้านนี้ เป็นที่ต้องการอย่างมาก และยิ่งอินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ความต้องการก็ยิ่งมากขึ้น เป็นเงาตามตัว
ยิ่งไปกว่านั้น ภาพลักษณ์ของผู้ที่อยู่ในแวดวงนี้ ทั้งการยอมรับว่าเป็นผู้มีความสามารถและผลตอบแทนที่ดูเหมือนว่าอยู่ใน มาตรฐานที่สูงกว่าอาชีพอื่น ทำให้มีผู้ต้องการเข้ามาอยู่ในวงการนี้มากขึ้น ซึ่งสังเกตได้จาก สถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งมีหลักสูตรเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น ยังไม่รวมโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์หลักสูตรระยะสั้น ที่เปิดขึ้นมามากมาย
ซึ่งกระแสนี้ เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศแถบเอเชีย ที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจให้ทัดเทียมโลกตะวันตกอย่างรวดเร็ว ที่เด่นๆ เห็นจะเป็นอินเดีย ซึ่งเน้นหนักด้านนี้อย่างมาก โดยปีๆหนึ่ง ผลิตบัณฑิตด้านคอมพิวเตอร์ออกมาเป็นแสนๆ โดยปีที่แล้วผลิตออกมา 94,000 ราย และอีก 3-4 ปีที่จะถึง คาดว่าจะผลิตออกมาถึงปีละ 228,000 ราย (www.planetit.com)
และแน่นอนว่า จำนวนมากมายขนาดนี้ ตลาดแรงงานในอินเดียเอง ย่อมล้นอย่างแน่นอน ดังนั้น ชาวภารตะทั้งหลาย ถึงพุ่งเป้าไปที่สหรัฐอเมริกา เยอรมันนี ญีปุ่น อังกฤษ สิงคโปร์ และออสเตรเลีย เป็นหลัก ทำให้เกิดภาวะสมองไหลอย่างมาก ซึ่งเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมองชีวิตความเป็นอยู่ในอินเดีย และโอกาสพัฒนาขั้นต่อไป
อย่างไรก็ตามมีวิศวกรที่สำเร็จการศึกษาจากอินเดียเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ที่ได้รับการยอมรับในแง่ของคุณภาพ ซึ่งหากมองถึงปัจจัยที่เกื้อหนุน ก็คงเป็นเพราะการเร่งผลิตบุคลากรให้ได้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว โดยควบคุมคุณภาพไม่ทั่วถึงนั่นเอง ซึ่งภาวะเช่นนี้ เกิดขึ้นกับเมืองไทยเช่นกัน
ถ้าพูดถึง ตลาดแรงงานด้านคอมพิวเตอร์ในเมืองไทยเองแล้ว ต้องยอมรับว่า ขาดแคลนบุคลากรจริงๆ ถ้าในแง่ของปริมาณก็ตอบได้ไม่เต็มปากนัก แต่ถ้าในแง่คุณภาพ ขาดแคลนอย่างยิ่ง ซึ่งนอกจากปัจจัยด้านการควบคุมคุณภาพไม่ทั่วถึงแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัย ซึ่งคนไทยไม่เหมือนคนอินเดีย
ที่เห็นความแตกต่างชัดเจน ก็คงเรื่อง ภาษา ที่คอมพิวเตอร์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่คนไทยเองกลับไม่มั่นใจในการใช้ รวมทั้งการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทในไทยเอง ไม่ได้เห็นความสำคัญของการฝึกอบรมมาเป็นอับดับต้นๆ อันเนื่องมาจากภาวะทางเศรษฐกิจ
และปัจจัยที่สำคัญ และมองข้ามไปไม่ได้ก็คือ การที่เรา ไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเอง จะทำอะไรก็ต้องรอ ต้องดูคนอื่นก่อน ทำให้ขาดความเป็นตัวของตัวเอง รวมถึง วัฒนธรรมของคนไทย ที่ชอบความเรียบง่าย สบายๆเป็นหลัก ดังนั้น เมื่อมีเครื่องไม้เครื่องมือช่วยเหลือ ที่ทำให้เขียนโปรแกรมง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น ก็ไม่ปล่อยโอกาสที่จะหยิบจับมาใช้ ทำให้เกิดความเคยชิน และไม่จำเป็นต้องศึกษาให้ลึกถึงแก่น การที่พัฒนาอะไรขึ้นมาใช้เองนั้นก็ทำได้น้อยลง
แม้จะมีปัญหานานัปการที่สะสมไปเรื่อยๆ แต่วงการคอมพิวเตอร์ ก็ยังหอมหวาน มีผู้ต้องการเป็นส่วนหนึ่งไม่ขาดสาย ซึ่งก็เป็นเรื่องน่ายินดีถ้าหากมีความตั้งใจแน่วแน่ มีความรับผิดชอบอย่างสูง และมีเป้าหมายในการพัฒนาอย่างชัดเจน แต่ถ้าใครมองเพียงว่า เป็นกระแสที่ใครเรียนจะเป็นผู้ทันสมัย หรือทำงานแล้วได้เงินเดือนสูงๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าอดสูยิ่งนัก เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลเสียจะเกิดขึ้นโดยรวม ทั้งในแง่ของการดำเนินของกิจการ ชื่อเสียงของสถาบัน หรือภาพพจน์ของอาชีพ
การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพนักคอมพิวเตอร์ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเย็นนัก หลายๆคน มองว่า ต้องเป็นผู้ที่เรียนมา แล้วจบมาด้านนี้โดยตรงเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่า ผู้ที่จบมาโดยตรง ย่อมมีโอกาสมากกว่า แต่ถ้าไม่แสวงหาความรู้ หรือฝึกฝนตนเองตลอด ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้เรียนสาขาอื่น
ดังนั้น แม้ผู้ที่ต้องการทำงานด้านนคอมพิวเตอร์ จะไม่ได้เรียนมาทางสายนี้โดยตรง แต่มุ่งมั่น ตั้งใจ และแสวงหาโอกาส ย่อมคว้าชัยมาในที่สุด เพราะข้อดีของคอมพิวเตอร์ก็คือ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และเมื่อต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต จะทำให้สามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนความรู้ หรือแสดงผลงาน ได้อย่างทัดเทียม และโอกาสที่ผู้จ้างงานจะไปพบเข้าก็มีสูง ซึ่งหลายคน ก็ประสบผลสำเร็จจากวิธีนี้
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า อาชีพด้านคอมพิวเตอร์ มีหลายรูปแบบ แต่ผู้คนส่วนใหญ่ ก็จะเข้าใจว่า คือสิ่งเดียวกัน ซึ่งแต่สายงานก็ต้องฝึกฝนไปในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าเป็น เวบมาสเตอร์ ก็ต้องรู้การติดตั้งเครื่องแม่ข่าย ให้สามารถบริการเวบไซต์ได้ สามารถเขียนโปรแกรมด้านอินเทอร์เน็ตที่ท้ายสุด แปลงออกมาให้อยู่ในรูปที่เบราเซอร์เข้าใจได้
แต่ถ้าเป็นโปรแกรมเมอร์ ก็ยังแบ่งออกเป็นหลายสายอีกเช่นกัน แม้จะมีบางสายงาน ที่ปรับตัวมาพัฒนาโปรแกรมให้ทำงานบนอินเทอร์เน็ตได้ แต่ธรรมเนียมปฏิบัติเดิมๆก็ยังคงมีอยู่ ทั้งการพัฒนาโปรแกรมสำหรับสร้างเครื่องมือในการใช้คอมพิวเตอร์ให้สะดวก เช่น โปรแกรมตรวจจับไวรัส(www.mcafee.com), บีบอัดข้อมูล(www.winzip.com), ตกแต่งรูปภาพ(www.jasc.com), เล่นเพลง(www.winamp.com) ฯลฯ หรือ โปรแกรมด้านเกม ภาพเคลื่อนไหว หรือเสียง ที่เน้นด้านความบันเทิงเป็นหลัก ฯลฯ
ขณะที่โปรแกรมเมอร์อีกสายงาน ก็มุ่งเน้นในการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เพื่อรองรับการทำงานขององค์กร ทั้งในด้านบริหารและการจัดการ เช่น โปรแกรมบัญชี, ขายสินค้าหน้าร้าน, การบริหารสินค้าคงคลัง , ระบบช่วยตัดสินใจ หรือ การคำนวนต่างๆ
ซึ่งผู้ที่ไม่ได้คลุกคลีในด้านคอมพิวเตอร์มาก่อน จะมองว่าโปรแกรมเมอร์ดังที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถทำได้ทุกอย่าง ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ ซึ่งแต่ละสายงาน ก็ต้องการผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ
ดังนั้นผู้จ้างงาน ก็ย่อมมีวิธีคัดสรร เพื่อให้ได้พนักงานที่ตรงกับสายงานมากที่สุด เช่น ถ้าเป็นบริษัทเกี่ยวกับการคำนวน ที่ต้องการโปรแกรมเมอร์ที่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ คำถามที่จะใช้ทดสอบ ก็อาจจะออกมาทำนองวัดกึ๋น อาทิ ถ้าเรามีลอกเกอร์ที่ปิดเรียงกัน 100 ตู้ ในครั้งแรกให้เปิดทุกตู้ ครั้งที่สอง ให้ปิดทุกตู้ที่สอง ครั้งที่สาม ถ้าหากทุกตู้ที่ 3 เปิดให้ปิด ถ้าปิดให้เปิด เช่นกันในครั้งที่ 4 ทุกตู้ที่ 4 ถ้าลอกเกอร์เปิดให้ปิด ถ้าปิดให้เปิด ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงตู้ที่ 100 ถามว่า มีลอกเกอร์ที่เปิดอยู่ทั้งหมดกี่ตู้
ใครเจอคำถามลักษณะนี้ ก็อึ้งกันทุกราย ถ้าผู้ถามให้เวลาเพียง 20 นาที แล้วจะตอบได้หรือไม่ ซึ่งความจริง ผู้ถาม คงไม่ได้ต้องการคำตอบที่ถูกต้อง แต่ต้องการดูการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการควบคุมสติของผู้ตอบมากกว่า ซึ่งเทคนิค ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากใจเย็น คิดว่า ปัญหาไม่ได้ยากอะไร แต่ก็ไม่ง่าย อย่าวิตกจริต ให้จำลองรูปแบบขึ้นมาซัก 12-15 ตู้ เพราะถ้าเราทำทั้ง 100 ตู้ย่อมเสียเวลา อาจมีการบ่นพึมพำได้ เพื่อให้ผู้ถามชี้แนะแนวทางบ้าง (ใครต้องการเฉลย พร้อมวิธีคิด ก็เมล์ไปถามได้นะครับ ผมไม่เฉลยในที่นี้หรอก)
หรือถ้าต้องการรับสมัครงานด้านเวบมาสเตอร์ คำถามเชิงวัดกึ๋น ลักษณะนี้ คงไม่จำเป็น แต่จะถามว่า ถ้าเครื่องแม่ข่ายล่ม ทำให้ข้อมูลสูญหาย จะทำอย่างไรที่จะกู้ข้อมูลคืนมา, คุณจะนำเสนอข้อมูลอย่างไรให้น่าสนใจ หรือ คุณจะสร้างเนื้อหาอะไรบ้าง ที่จะทำให้เวบไซต์นี้ได้รับความนิยม ทำนองนี้
ยิ่งไปกว่านั้น การสัมภาษณ์งานสมัยนี้ ก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปพอสมควร หลายๆบริษัท ใช้วิธีสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ซึ่งเลือกมาจากกองใบสมัครครั้งหนึ่งแล้ว เพื่อคัดคนให้เหลือสัมภาษณ์ตัวต่อตัวน้อยที่สุด ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ได้คนที่ถูกใจที่สุดเร็วที่สุด หรือถ้าเป็นต่างประเทศ เมื่อโต้ตอบอีเมล์กันได้ระยะหนึ่งแล้ว ก็แชทกันสดๆ เพื่อคัดให้เหลือแค่บุคคลที่ต้องการสัมภาษณ์ตัวต่อตัวน้อยที่สุด
ดังนั้น ผู้ที่สมัครงานทุกคน ต้องเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา เอกสารหลักฐาน หรือเครื่องมือที่จะช่วยให้ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกๆได้ ก็ต้องครอบคลุม ไม่ทำให้ผู้สัมภาษณ์ลังเลในการตัดสินใจ ช่วงเวลาที่ว่างๆ รองาน ก็ควรฝึกฝน หรือทดสอบตนเองอยู่เสมอ หมั่นสร้างผลงานเก็บไว้เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้จ้าง ถ้าสามารถสอบวัดระดับความรู้ ประเภทที่มีใบรับรองได้ ก็ควรทำ (http://www.microsoft.com/trainingandservices/default.asp?PageID=mcp, http://www.brainbench.com)
ท้ายสุดขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่มีความมุ่งมั่น ถ้าตั้งใจจริง ซักวันคุณก็ก้าวไปถึงจุดหมายได้โดยไม่ยาก
ยินดีต้อนรับครับ
http://www9.brinkster.com/chaleng/kt/20001214.htm