...เมื่อรัฐบาลตัดสินใจอนุมัติขึ้นเงินเดือน ส.ส.-ส.ว. ข้าราชการ และค่าแรงขั้นต่ำทั้งระบบ ประกอบกับ เกิดภาวะน้ำมันแพง สินค้าอุปโภคบริโภคแห่ขึ้นราคา ทำให้ปี 2554 ประเทศจะต้องเสี่ยงกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนอาจเกิดวิกฤติการคลัง อีกใน 4-5 ปีข้างหน้า...
]]>
บข.มองเศรษฐกิจโลกในปี 2554 ยังคงมีความเสี่ยงและขยายตัวในระดับต่ำกว่าปี 2553 เหตุอเมริกายังคงมีปัญหาสินเชื่อที่อยู่อาศัยและอัตราการว่างงานอยู่ในระดับ สูงรวมถึงยุโรปยังมีปัญหาหนี้สาธารณะ ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว ยังใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำและเพิ่ม ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ส่วนประเทศกำลังพัฒนาจะใช้มาตราการการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขับ ชี้ประเทศไทย GDP อยู่ที่ 4-4.5%รับอานิสงส์การบริโภคและการลงทุนที่ดีขึ้น
]]>
“ดร.ซุป” คาดเศรษฐกิจโลกปีหน้าโตแค่ 2-3% ชะลอลงจากปีนี้ เหตุเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรป ยังฟื้นตัวแบบเปราะบาง แนะรวมกลุ่มอาเซียนให้แกร่ง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ภูมิภาค อัดพวกเก็งกำไรค่าเงิน ไร้ความรับผิดชอบ เชียร์ไทยใช้นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์พัฒนาประเทศ
]]>
รีไฟแนนซ์มักจะเป็นทางออกของการแก้ปัญหาการขาดความสามารถในการผ่อนชำระหนี้สินเสมอ
]]>
สสว. เปิดเว็บไซต์เพื่อเป็นศูนย์กลางความรู้ครบวงจรและทันสมัยสำหรับ SMEs ทั้งด้านการตลาด ข้อมูลธุรกิจ ไอที ฯลฯ ประเดิมใช้ ธ.ค. นี้
]]>
หลัง จากที่ห้างคาร์ฟูร์ ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลก สัญชาติฝรั่งเศส ได้ประกาศขายกิจการในประเทศไทย-สิงคโปร์ และมาเลเซีย เพื่อจะหันไปทำการตลาดในทวีปยุโรปแทน ก็ได้มีหลายบริษัทยื่นข้อเสนอเข้ามามากมาย
]]>
นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานสัมมนา "เคล็ดลับบริหารเงินสำหรับผู้บริหาร" จัดโดยเครือธนาคารกสิกรไทยว่า แนวโน้มเงินทุนต่างชาติจะยังคงไหลเข้าเอเชียรวมทั้งไทยต่อเนื่องไปอีก 3 ปี ผลจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวได้ยาก
]]>
การตรวจสอบประวัติทางการเงินถือเป็นเรื่อง สำคัญที่ต้องทำเป็นอันดับแรกๆก่อนเริ่มลงมือทำธุรกิจ การตรวจสอบข้อมูลผ่านเครดิตบูโรจึงถือเป็นสิ่ีงที่่ผู้ประกอบควรศึกษาไว้
]]>
นิตยสารฟอร์บส์ ระบุ เดนมาร์กเป็นประเทศที่น่าลงทุนทำธุรกิจมากที่สุดในโลก ขณะที่ไทยได้อันดับ 56 และเป็นที่ 3 ในกลุ่มอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่ยังคงทิ้งห่างเวียดนาม...
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ว่านิตยสารฟอร์บส์ของสหรัฐฯ ประกาศผลการจัดอันดับประเทศ ที่น่าลงทุนทางธุรกิจมากที่สุดของโลกในปัจจุบัน ซึ่งปรากฏว่า เดนมาร์ก ได้ตำแหน่งแชมป์ไปครอง
รายงานข่าวระบุว่า ประเทศที่ฟอร์บส์จัดให้เป็นดินแดนที่เหมาะสมต่อการลงทุนทำธุรกิจมากที่สุดนั้น จะต้องมีปัจจัยแวดล้อมในด้านต่างๆ ที่เหมาะสมทั้งเสถียรภาพทางการเมือง ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ รวมถึงปัจจัยเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลประเทศนั้นๆ ต่อการอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนต่างชาติ โดย 10 ประเทศ ที่น่าลงทุนมากที่สุดจากการประเมินของฟอร์บส์ ในครั้งนี้ประกอบไปด้วยเดนมาร์ก ฮ่องกง นิวซีแลนด์ แคนาดา สิงคโปร์ สาธารณรัฐไอร์แลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร
ด้านญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับที่ 3 ของโลก ในขณะนี้กลับถูกจัดให้เป็นประเทศที่น่าลงทุนในอันดับที่ 27 ของโลก เกาหลีใต้อยู่ในอันดับที่ 30 ส่วนจีนที่เป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ กลับถูกจัดให้มีความน่าลงทุนทางธุรกิจอยู่เพียงอันดับที่ 90 ของโลกเท่านั้น เนื่องจากยังมีอุปสรรคเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ด้านการลงทุนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ยุ่งยากซับซ้อน
ในส่วนของประเทศไทยนั้น ฟอร์บสจัดให้อยู่ในอันดับที่ 56 ของโลก และเป็นประเทศที่น่าลงทุนเป็นอันดับที่ 3 ของกลุ่มอาเซียนต่อจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ขณะที่เวียดนามซึ่งกำลังเร่งพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจอย่างขนานใหญ่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลับถูกจัดให้มีความน่าลงทุนเป็นอันดับที่ 118 จากจำนวนประเทศที่ถูกจัดอันดับทั้งหมด 128 แห่งของโลก เนื่องจากยังมีปัญหาเกี่ยวกับนโยบายที่ไม่ชัดเจนของภาครัฐ และความไม่พร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
สำหรับประเทศที่ฟอร์บส์ ระบุว่า มีความเหมาะสมต่อการลงทุนทางธุรกิจ "น้อยที่สุด" ในโลกจากการจัดอันดับคราวนี้ คือ เวเนซุเอลา ในทวีปอเมริกาใต้ ที่ได้อันดับ 128 ไปครอง เนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีอูโก ราฟาเอล ชาเบซ ฟริอัส หรือ "ฮูโก ชาเวซ" ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่มีนโยบายเป็นปฏิปักษ์ต่อนักลงทุนต่างชาติมากที่สุดในโลก และมักยึดธุรกิจต่างชาติเข้าเป็นของรัฐแบบตามใจชอบ ขณะที่ประเทศซิมบับเว และแชดในทวีปแอฟริกา ถูกระบุว่า น่าลงทุนน้อยที่สุดรองจากเวเนซุเอลา.
]]>
