เขียนโดย Mr-Amnart วันอังคารที่ 07 ธันวาคม 2010 เวลา 16:47 น.

วันนี้ ARIP มีรายได้หลักจากงาน COMMART 70% ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ 28% ที่เหลือ 2% มาจากธุรกิจออนไลน์ แต่อนาคต 5-10 ปี ธุรกิจออนไลน์จะใหญ่ที่สุด
หลังนั่งฟัง แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ ประธานคณะกรรมการผู้บริหาร บมจ.เออาร์ไอพี หุ้นน้องใหม่ร่ายวิสัยทัศน์ยาวร่วม 40 นาที ก่อนที่เจ้าพ่อไอทีรุ่นเก๋าจะลุกจากไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยโดยส่งไม้ต่อให้ ลูกน้องคนสนิท ปฐม อินทโรดม กรรมการบริหารและผู้จัดการทั่วไป ผู้บริหาร "ฝ่ายปฏิบัติ" ตัวจริง สานภารกิจต่อ
แจ็คยังพูดเก่งเหมือนเดิมโดยพูดแทรกขึ้นหลายครั้งว่า "คุณควรคุยกับคุณปฐมดีกว่าผม ผมอยากโปรโมทเขา" แต่แจ็คก็ชิงพื้นที่สื่อไปเกือบหมดจนปฐมไม่รู้เล่าอะไรให้ฟังต่อ
"เริ่มชินแล้ว..แกไปเร็ว" ปฐมพูดถึงเจ้านายชาวไต้หวัน
"แกพูด 10 ใครตามทันได้ 5-7 ก็เยี่ยมแล้ว ถ้าตามทัน (วิสัยทัศน์) ทั้ง 10 ตายพอดี แต่ต้องยอมรับว่าแกพูดถูกหมด ลูกน้องแกหลายๆ คนดื้อไม่เชื่อ สุดท้ายก็เป็นจริงอย่างที่แกว่า วิสัยทัศน์แกไกลจริงๆ ตรงนี้ต้องยอมรับ" ปฐม เป็นคนหนึ่งที่ซูฮกด้วยใจ
วันนี้ธุรกิจการจัดงาน COMMART ของเออาร์ไอพีก็ "แจ๋ว" อยู่แล้ว มีคนเข้าชมงานล้นศูนย์ประชุมสิริกิติ์ทุกครั้ง แต่สำหรับวิสัยทัศน์ของแจ็ค ธุรกิจที่ "เล็กที่สุด" อย่างออนไลน์ในวันนี้จะ "ใหญ่ที่สุด" ในวันข้างหน้า และงาน COMMART ในครั้งต่อๆ ไปก็ต้องไม่ใช่แค่งานให้ผู้ซื้อมาพบกับผู้ขายเป็นโจทย์ที่แจ็คให้กับปฐม
ปีนี้เป็นปีแรกที่เออาร์ไอพีเริ่มจัดงาน CEMART (Consumer Electronices Mart) ในเดือนสิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา นี่ก็คือหนึ่งในวิสัยทัศน์ของแจ็ค
ปฐม กล่าวว่า งาน CEMART ต่อยอดมาจากงาน COMMART (ขายคอมพิวเตอร์) เป็นงานที่เอาเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาจัดร่วมกัน ผลตอบรับดีมากเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่บริษัทเริ่มขยายออกไป
แจ็ค เสริมว่า งาน CEMART ต่อไปจะไม่ใช่แค่ "ซีมาร์ท" เพราะธรรมชาติของเทคโนโลยี 3G จะเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออกระหว่าง Computer Communication และ Consumer Electronices ซึ่งการจัดงานในอนาคต 3C นี้จะต้อง "ประสานกัน" ใครที่ทำให้ Living Room (ห้องนั่งเล่นในบ้าน) ตอบสนอง 3C นี้ได้คนนั้นคือ "ผู้ชนะ" อนาคตงานที่เออาร์ไอพีจะจัดนั้นก็ต้องอยู่ในแนวทางนี้
ในธุรกิจสื่อ แจ็ค ร่ายวิสัยทัศน์ต่อว่า ธุรกิจของบริษัทก็คือ "พ่อสื่อ" กับ "แม่สื่อ" เอาคนที่ต้องการทั้ง 2 ข้างมาเจอกันเพราะฉะนั้นสื่อของเราก็ต้องครบวงจรด้วย ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และออนไลน์ ซึ่งในออนไลน์ก็จะหมายถึงเคเบิลทีวี ออนไลน์ในส่วนของอินเทอร์เน็ต ไอพีทีวี และฟรีทีวี
ปฐม เสริมในจุดนี้ว่า ทุกวันนี้บริษัททำอยู่แล้วในไอพีทีวี ถ้าครบวงจรต้องไป "ฟรีทีวี" ด้วย เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ 124 ล้านบาท ประมาณครึ่งหนึ่งจะนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียน ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจะนำไปลงทุนทางด้านธุรกิจออนไลน์ ซึ่งคำว่าออนไลน์ไม่ใช่แค่ทำเว็บไซต์ ในโลกดิจิทัลมันกว้างกว่านั้นมาก
อีกส่วนที่จะต่อยอดคืองานอีเวนท์ และเอ็กซ์โป หลายคนคิดว่า COMMART ก็ใหญ่แล้วจะไปทางไหนได้อีก ถ้าใครไปเดินงานคอมมาร์ตที่ผ่านมาจะเริ่มเห็นบางอย่างเปลี่ยนแปลง เช่น การใช้คอมมาร์ตเป็นเวทีเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น พื้นที่หลายส่วนที่ไม่เคยโฆษณามาก่อน เช่น ข้างบันไดหรือในห้องน้ำก็ขายโฆษณาได้
ปฐมเดินตามวิสัยทัศน์ของแจ็คหาทางเพิ่มธุรกิจในส่วนของออนไลน์มากขึ้น ภายใต้คอนเซปต์ "ไฮบริดมีเดีย" ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาออนไลน์จะโตได้ต้องสัมพันธ์กับคนใช้อินเทอร์เน็ตซึ่งปัจจุบันการ เข้าถึงเพียง 20% เพราะฉะนั้นยังทิ้งธุรกิจสิ่งพิมพ์ไม่ได้ ต้องเดินไปคู่กัน
แจ็ค กล่าวว่า การ Positioning ของเออาร์ไอพีสุดท้ายการเติบโตจะต้องไปทางด้านออนไลน์ คนที่อายุ 30-35 ปีลงมาใช้คอมพิวเตอร์เป็นเกือบหมดแล้ว อีก 5-10 ปีข้างหน้าคนกลุ่มนี้อายุ 40-45 ปี มีอำนาจซื้อมีบทบาทในสังคมความต่างมันเกิดจาก "วิธีคิด" และ "วิธีการจัดการ" โดยอาศัยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป สมัยนี้ชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อฐานมันใหญ่ คนกลุ่มนี้พฤติกรรมกำลังเปลี่ยนถ้าคุณจับกระแสถูกก็เป็น "คิง" (ผู้นำ)
ถามว่าบริษัทต้องทำอะไร แจ็ค บอกว่า ต้องจับกระแสให้ทันใน 2 เรื่อง คือ 1.การทำธุรกิจต้องเล่นกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และ 2.เล่นกับพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนไป มองทางน้ำจะไปทางไหนเราก็ต้องไปทางนั้น
"เวลาผมมองธุรกิจ เราต้องมองไปข้างหน้า จริงอยู่ออนไลน์วันนี้ยังเล็กแต่เวลาที่มันจะโตจะโตเร็วมาก นี่คือความท้าทายที่เราจะต้องไป ธุรกิจเราไม่มีอะไรมากไปกว่า 2 เรื่องนี้ ตามเทคโนโลยีและตามพฤติกรรมของคนให้ทัน แม้วันนี้ตลาดยังเล็กแต่โอกาสมีมหาศาล เราทำธุรกิจเหมือนพีระมิดมี 3 ด้าน สิ่งพิมพ์จะทิ้งทั้งหมดก็ไม่ได้เพราะมันคือปัจจุบัน แต่ในอนาคตออนไลน์จะต้องใหญ่ที่สุด" แจ็ค กล่าว
ปฐม กล่าวถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทว่า ในปี 2553 คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 20-25% จากปีก่อน ที่มีรายได้ 225 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 14.67 ล้านบาท และในปี 2554 คาดว่าจะรักษาอัตราการเติบโตของบริษัทอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 20% โดยธรรมชาติของธุรกิจประเภทนี้ก็น่าจะโตในระดับนี้ได้ เพราะวันนี้บริษัทตัดตัวที่ไม่ดีออกไปเหลือแต่ธุรกิจที่มั่นใจจริงๆ ที่สำคัญเออาร์ไอพีไม่มีภาระค้างคา หนี้สินระยะยาวก็ไม่มี ปกติคนทำหนังสือสต็อกจะเยอะแต่บอกได้เลยว่า "ตอนนี้ไม่มี"
ถามว่าเออาร์ไอพีวางตัวเองเป็นหุ้นปันผลหรือหุ้นเติบโต เพราะธุรกิจของแจ็คส่วนใหญ่ทั้ง SVOA BOL และ IT ไม่ใช่ธุรกิจหวือหวาเติบโตไปเรื่อยๆ จ่ายปันผลค่อนข้างดี แจ็ค ตอบว่า เป้าหมายจะเป็น 2 ส่วนทั้ง Dividend Stock และ Growth Stock
"เมื่อเราชวนคนมาถือหุ้นก็ต้องให้ผลตอบแทนคุ้มค่า แต่ศักยภาพของธุรกิจก็มีด้วย ผมอยากให้ลงทุนระยะยาวเพราะผมมองว่ามันเป็นโอกาสการลงทุนที่ดี"
/body>