ร้าน ถ่ายรูปด่วน ที่ โลตัส บ้านฟ้าปิยรมย์ คลอง 6 ลำลูกกา ปทุมธานี (กล้อง อุปกรณ์ถ่ายภาพ / บริการถ่ายภาพ)ร้าน ทูโพโต้ ดอท คอม นอกจากจะให้บริการ อินเตอร์ เน็ต และเกมส์ออนไลน์แล้ว ยัง เปิดเป็นศูนย์ถ่ายรูป ด่วนดิจิตอล Digital Photo กับบริการการถ่ายรูปด่วน ... |
เขียนโดย clOs3r- วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน 2010 เวลา 16:54 น.

อยากทราบการแต่งกายสมัยรัตนโกสินทร์ ร.1-ร.4 ค่ะ Suporn ตอบ สุพร อ่าน "ประวัติเครื่องแต่งกาย" (History of Costume) โดย ผศ.ดร.อัจฉรา สโรบล
สาขาวิชาบ้านและชุมชน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ความรู้มาดังนี้ การแต่งกายสมัยรัตนโกสินทร์แผ่นดินรัชกาลที่ 1-3 หรือช่วง พ.ศ.2325-2394 ระยะ 69 ปี หญิงไว้ผมปีกประบ่า กันไรผมวงหน้าโค้ง ส่วนบนกระหม่อมกันไรผมเป็นหย่อมวงกลม แบ่งผมออกดูคล้ายปีกนก จึงเรียก
"ผมปีก" แต่ไม่ยาวเท่าสมัยอยุธยา ปล่อยจอนข้างหูยาวแล้วยกขึ้นทัดไว้ที่หูเรียกว่า
"จอนหู" ส่วนการแต่งกาย นุ่งผ้าจีบห่มสไบเฉียงซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสมัยอยุธยา ชาวบ้านนุ่งผ้าถุงหรือโจงกระเบน สวมเสื้อรัดรูปแขนกระบอก ห่มตะเบงมาน หรือผ้าแถบคาดรัดอกและห่มสไบเฉียงทับ ชายผมยังคงไว้แบบเดียวกับสมัยอยุธยา คือทรงมหาดไทย ชาวบ้านเรียก
"ทรงหลักแจว" การแต่งกาย นุ่งผ้าม่วง โจงกระเบน สวมเสื้อแบบเสื้อนอกคอเปิด ผ่าอก แขนยาว กระดุม 5 เม็ด ชาวบ้านไม่สวมเสื้อ หรือพาดผ้า สำหรับผ้านุ่งของชาว วังและชาวบ้านมีรายละเอียดแตกต่างตรงเนื้อผ้า ชาววัง ขุนนาง ชนชั้นสูงมักใช้ผ้าทอเนื้อละเอียดสอดเงินสอดทอง หรือผ้าไหมอย่างดี ส่วนชาวบ้านนุ่งผ้าพื้นเมืองพวกผ้าพื้นหรือผ้าลายเนื้อเรียบๆ ตามหลักฐานรูปจิตรกรรมฝาผนัง พวกขุนนางสวมเสื้อคอกลมผ่ากลาง มีกระดุม มีสาบเสื้อ หรือเสื้อคอเปิด มีกระดุม มีผ้าคาดทับ กางเกงเป็นแบบขาสามส่วนยาวเพียงครึ่งน่อง บางทีก็นุ่งโจงกระเบนทับ และในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็ไม่โปรดให้สวมเสื้อเข้าเฝ้าฯ สำหรับสามัญราษฎรส่วนใหญ่มีอาชีพทํานา ทําสวน การแต่งกายจึงทะมัดทะแมงเอื้อต่อการใช้ชีวิตแบบเกษตรกร ชายนุ่งผ้าชิ้นเดียวด้วยวิธีนุ่งถกเขมร คือนุ่งโจงกระเบนแบบถกสั้นเหนือเข่า ไม่สวมเสื้อ โพก ผ้าที่ศีรษะ หากอยู่บ้านก็นุ่งผ้าลอยชาย หรือนุ่งโสร่งมีผ้าคาดพุง ในงาน เทศกาลมักนุ่งผ้าโจงกระเบนเป็นผ้าแพรสีต่างๆ ห่มผ้าคล้องคอปล่อยชายยาวทั้งสองไว้ด้านหน้า หรือคล้องไหล่ทิ้งชายไว้ด้านหน้า หรือพาดไหล่ ทรงผมเป็นผมปีกหรือผมตัดแบบผู้ชาย หญิงชาวบ้านนุ่งผ้าจีบห่มสไบ เวลาทํางานห่มตะเบงมาน อยู่บ้านห่มเหน็บหน้าแบบผ้า แถบ เวลาออกจากบ้านห่มสไบเฉียง ถ้าเป็นสตรีสาวตัดผมสั้นแบบดอก กระทุ่ม ปล่อยท้ายยาวงอนถึงบ่า ผู้ใหญ่ตัดผมปีกแบบโกนท้ายทอยสั้น รัชกาลที่ 4 พ.ศ.2394-2411 ระยะ 17 ปี ตามธรรมดาคนไทยสมัยโบราณไม่นิยมสวมเสื้อแม้แต่เวลาเข้าเฝ้าฯ กระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ข้าราชการสวมเสื้อเข้า เฝ้าฯ พร้อมทรงสนับสนุนให้ศึกษาภาษาอังกฤษและวัฒนธรรมตะวันตกในราชสํานัก จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงเครื่องแต่งกาย ทรงผม หญิงไว้ผมสั้นที่เรียกว่าผมปีกแต่ไม่ยาวประบ่า ด้านหลังตัดสั้น บางคนก็โกนผมขึ้นมาเหมือน ผมมหาดไทยของผู้ชาย ถอนไรผมให้มีรอยเป็นเส้นวงรอบผมปีกไว้ ชายผมตกที่ริมหูทั้งสองข้างเรียก
"ผมทัด" การแต่งกาย นุ่งผ้าลายโจงกระเบน นุ่งผ้าจีบ ใส่เสื้อผ่าอก คอตั้งเตี้ยๆ ปลายแขนแคบยาวถึงข้อมือ เสื้อพอดีตัวยาวเพียงเอว เรียก
"เสื้อกระบอก" ห่มแพรสไบจีบเฉียงบนเสื้อ (เรียก "แพรสะพาย" ใน สมัยรัชกาลที่ 5) เครื่องประดับ สตรีที่สูงศักดิ์จะใช้ศิรเพฐ กรรเจียกจอน ทับทรวง ตาด พาหุรัด สะอิ้ง สร้อยสังวาล ตุ้มหูเพชร แหวนเพชร ส่วนชายไว้ผมทรงมหาดไทย นุ่งผ้าม่วงแพรโจงกระเบน สวมเสื้อนอกเหมือนพวกบ้าบ๋า (ชาวจีนที่เกิดในมลายู) หรือเสื้อเปิดอกคอเปิด หรือเสื้อตัดเป็นรูปกระบอก แขนยาว ราชสำนักและราชทูตไทยแต่งตัวแบบฝรั่ง คือสวมกางเกง ใส่เสื้อนอกคอเปิด สวมรองเท้าคัตชู ไม่ไว้ผมทรงมหาดไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาเมืองไทยก็ไว้ทรงมหาดไทยเหมือนเดิม ทั้งนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 การแต่งกายของไทยเปลี่ยนแปลงไปมากไม่ให้ฝรั่งดูถูกได้ อย่างชาววังหญิงก็สวมกระโปรงและเสื้อแบบฝรั่ง
คอลัมน์ รู้ไปโม้ด น้าชาติ ประชาชื่น [email protected]
