โพโต้วิชั่น
2Poto.com


#คนทำงานร้านเน็ต




"แกรมมี่" บี้ "อาร์.เอส." รากหญ้าคาราโอเกะป่วน
อิสรีอิน


"แกรมมี่" บี้ "อาร์.เอส."
รากหญ้าคาราโอเกะป่วน

"เขตปลอดแกรมมี่ ไม่ฟัง ไม่ตาย ให้จ่าย ไม่เปิด"

จากข้อความของกลุ่มผู้ประกอบการคาราโอเกะกว่า 300 คน ที่ไปรวมตัวเรียกร้องให้แกรมมี่ฯ ยุติเก็บค่าลิขสิทธิ์เผยแพร่จนกว่ามี "องค์กรกลาง" ตามกฎหมายจัดตั้งขึ้นมานั้น เห็นทีเรื่องการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว

ประเด็นความขัดแย้งภายในกลุ่มผู้ผลิตผลงานเพลงและผู้ประกอบการร้านค้านั้นยืดเยื้อยาวนานมาพอสมควร แต่เพิ่งปะทุเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อบริษัท แกรมมี่เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ประกาศจะดำเนินการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน และได้เลื่อนเวลาออกไปจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน เนื่องจากมีการต่อต้านดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง คือ สมาคมเทปแผ่นเสียง-ไทย ที่มีประธานบริษัท อาร์.เอส.โปรโมชั่น 1992 จำกัด เป็นนายกสมาคม ยืนยันในแนวทางมี "องค์กรกลาง" เพียงองค์กรเดียวเพื่อทำหน้าที่จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลง และในระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินการร่าง พ.ร.บ.องค์กรบริหารการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงและนักแสดง

ในประเด็น "องค์กรกลาง" นี่เอง ที่ทางแกรมมี่แสดงความไม่เห็นด้วย และประกาศทันทีว่าจะดำเนินการจัดเก็บเอง จึงทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ และคู่ขัดแย้งดังกล่าวก็ดึง "กลุ่มผู้ประกอบการ" ที่เดือดร้อนมาเป็นฐานเสียงของแต่ละฝ่ายด้วย

ค้นพบขุมทรัพย์พันล้าน

หัสเดิมเริ่มต้น ค่ายเพลงใหญ่น้อยไม่สู้จะให้ความสนใจต่อการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงมากนัก จึงมีแต่บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี จำกัด ของสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ดำเนินการจัดเก็บไปแบบเงียบๆ ซึ่งก็ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะไร้ระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ

ต่อมานายทุนค่ายเพลงทั้งหลาย มองเห็นผลประโยชน์อันมหาศาล เพราะร้านคาราโอเกะมีมากมายเหมือนดอกเห็ด และตู้เพลงทั่วประเทศอีก 7 หมื่นตู้ จึงสมคบคิดกันจัดตั้ง "บริษัท มิวสิคพาร์ทเนอร์ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด" เพื่อจัดทำซอฟต์แวร์คาราโอเกะจำหน่าย และจากนั้นจะเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงให้แก่สมาคมเทปและแผ่นเสียงไทย

การก่อเกิดของมิวสิคพาร์ทเนอร์นั้น ได้รับความเห็นชอบจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี จำกัด

แนวร่วมของมิวสิคพาร์ทเนอร์อีกกลุ่มหนึ่ง คือ บริษัท อาร์เอ็มเอสสตูดิโอ จำกัด ของ จำรักษ์ เอื้ออารีนุสรณ์ ผู้ผลิต และเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมพาร์ทเนอร์ และลิขสิทธิ์การทำมิดิไฟล์และเท็กซ์ไฟล์ลงในคอมพิวเตอร์ อันหมายถึงคอมพิวเตอร์คาราโอเกะตามร้านอาหารทั่วไป

ยังมิทันที่มิวสิคพาร์ทเนอร์จะเริ่มดำเนินการใดๆ ค่ายเพลงแกรมมี่แยกตัวออกมาจัดเก็บเอง โดยจัดตั้งองค์กรขึ้นมาจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงคาราโอเกะและค่าเผยแพร่แก่ร้านคาราโอเกะในชื่อของ "บริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด" (G-patent) เป็นผู้ดูแลลิขสิทธิ์คาราโอเกะของบริษัทฯ โดยมีตัวแทน 49 รายทั่วประเทศ

แกรมมี่แยกการจัดเก็บโดยแบ่งเป็น 3 ส่วน โดยเริ่ม 1 พฤศจิกายน แต่ยืดเวลาไปจนถึงกลางเดือน โดยแนะนำสินค้าลิขสิทธิ์ถูกกฎหมายที่ปั๊มคำว่า "สำหรับธุรกิจประเภทคาราโอเกะ" ไว้อย่างชี้ชัด พร้อมเชิญชวน "ทำการค้าถูกกฎหมาย สบายใจ ไม่ถูกจับ"

อัตราแบบตู้หยอดเหรียญ เริ่มต้นด้วย 5,000 บาท จะได้รับชุดเริ่มต้นจำนวน 50 แผ่นไป จากนั้นแต่ละเดือนจะเสียค่าเผยแพร่ตู้ละ 200 บาท ซึ่งในแต่ละเดือนจะต้องจ่ายอีก 300 บาท สำหรับชุดเพลงใหม่จำนวน 4 แผ่น

ส่วนแบบร้านที่มีคอนโทรลรูม จ่ายเริ่มต้น 5,000 เหมือนกัน แต่จ่ายแพงกว่า คิดเป็นจอละ 300 บาทต่อเดือน สำหรับร้านคาราโอเกะที่ใช้คอมพิวเตอร์แแบบมิดิไฟล์ ได้เริ่มต้น 1,000 เพลง จ่ายเพียงเครื่องละ 2,500 บาท จากนั้นคิดค่าเผยแพร่ 300 บาทต่อเดือนเช่นกัน

ทั้งนี้ ในแต่ละเดือนจะต้องจ่ายเพลงชุดใหม่อีก โดยแบบแรกและแบบสองจ่าย 300 บาท สำหรับ 4 แผ่น ส่วนแบบสาม จ่ายเพียง 250 บาทได้ไป 1,000 เพลง

สำหรับภัตตาคารที่เปิดเพื่อความบันเทิงมิได้เชิงการค้าอาจจะจ่ายน้อยกว่า 300 บาทก็เป็นได้

ชมรมตู้คาราโอเกะ

ยืนข้างอาร์.เอส.ต้านแกรมมี่

การเปิดตัวเป็นผู้จัดเก็บเอง ทำให้ "ชมรมผู้ประกอบการคาราโอเกะแห่งประเทศไทย" รู้สึกไม่พอใจที่แกรมมี่แสดงพฤติกรรม "แหกคอก" เพราะมันจะทำให้เกิดการจัดเก็บที่ซ้ำซ้อน และอีกด้านหนึ่ง ภิญโญ ทวีแจ่มทรัพย์ ประธานชมรมฯ ก็ถือหุ้นอยู่ในบริษัทมิวสิคพาร์ทเนอร์ด้วย

14 พฤศจิกายน 2544 ภิญโญ ทวีแจ่มทรัพย์ จึงตีฆ้องร้องป่าวเรียกประชุมสมาชิกจากทั่วประเทศกว่า 300 รายมาประชุมกันที่ตึกช้าง ใกล้สี่แยกรัชโยธิน โดยหัวข้อการประชุมวันนั้น คือ "การร่วมมือสู้วิกฤติลิขสิทธิ์วีซีดี"

ในจำนวนนักธุรกิจผู้วางตู้เหล่านี้มีทั้งรายเล็กขนาด 10-20 ตู้ ที่เพิ่งทุ่มเงินล้านต้นๆ ไปเมื่อ 4 ปีก่อน รวมถึงรายใหญ่ที่มีมากกว่า 40 ตู้ และทำมากว่า 7 ปี ซึ่งเป็นยุคคาราโอเกะแบบใช้แผ่น

อย่าง "เฮียปุ๋ย" ผู้ประกอบการรายหนึ่งในย่านปากคลองตลาดนั้น ยอมทุ่มเงินหลายแสนที่จะซื้อคอนโดมิเนียมไปลงทุนตู้คาราโอเกะแทน เริ่มต้นไม่ถึง 5 ตู้ แต่อาศัยใส่เพลงตามรสนิยมของร้านที่จะไปลง บวกกับความชอบด้านเครื่องเสียงอยู่แล้ว เพียง 2 ปีก็คืนทุน ส่วนกำไรเขานำไปเปิดร้านดอกไม้จนเป็นกอบเป็นกำ เพราะยุคนั้นแต่ละเดือนต่อตู้แม้จะหักเปอร์เซ็นต์ 20-30% ให้แก่ร้านค้าไปแล้ว ยังเหลือหลายหมื่นบาท แต่ปัจจุบันรวมหลายเจ้าแล้วยังได้ไม่ถึงครึ่งของรายได้เดิม ยิ่งมาถึงยุคที่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์แล้ว เขาคิดว่าน่าจะชะลอการลงทุนไปก่อน จนกว่าสัดส่วนที่ต้องจ่ายจะมีความชัดเจน

ทางฝ่าย "เจ๊แดง" และ "เฮียสง" เจ้าของตู้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมอาชีพที่รู้จักกันมานาน มีความเห็นตรงกันว่า ในยุคนี้ไม่แนะนำให้หน้าใหม่เข้ามาทำเท่าไหร่ เพราะถึงจุดอิ่มตัวมากแล้ว ขนาดตัวเองยังอยากจะขายตู้ในราคาถูกๆ ด้วยซ้ำ อีกอย่างไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำอีกต่อไป เพราะไหนจะต้องขออนุญาตยากขึ้น พอลงตู้แล้วถ้าอุปกรณ์ใดเสียก็ต้องไปดูแล แถมลูกค้ายังเจอมาตรการจัดระเบียบสังคมอีกด้วย เปอร์เซ็นต์ที่เหลือจึงน้อยเต็มทีถ้าเทียบกับรายได้เมื่อก่อนสัก 3-4 ปีที่แล้ว หากจะเลิกคงยากเพราะลงทุนมากแล้ว

ทันทีที่สมาชิกจากขอนแก่นคนหนึ่งได้คว้าไมค์เพื่อขอมติเพื่อนสมาชิกด้วยกันเองว่า จะถอดเพลงแกรมมี่ออกจากตู้หรือไม่

"เจ๊แดง" ถึงกับบอกว่า "ถอด" ด้วยความมั่นใจท่ามกลางเสียงสนับสนุนดังอื้ออึงและมือที่ยกสลอน

นี่คือความต้องการของประธานชมรมฯ ที่ต้องการกดดันแกรมมี่ ด้วยการถอดเพลงค่ายแกรมมี่ออกจากตู้คาราโอเกะทั้งหมด

แต่ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกทุกคนจะเห็นพ้องต้องกันไปเสียทั้งหมด ยังมีสมาชิกอีกจำนวนหนึ่งที่เห็นว่าถ้าแกรมมี่ยืดเวลาออกไปอีก ก็น่าจะเอาแผ่นแกรมมี่เข้าตู้อีกครั้ง

""เรื่องถอดแผ่นหรือไม่ถอดแผ่น ผมไม่อยากพูดให้ช้ำใจ มันเป็นจิตใต้สำนึกมากกว่า ถ้าไม่พร้อมจ่ายก็ต้องถอดของเขาก่อน""

ประธานชมรมพูดอย่างเหนื่อยใจ พร้อมกับแถมข้อสังเกตว่าซีวีดีใดที่พะยี่ห้อเอ็มจีเอจัดจำหน่ายนั้น ไม่ต้องถอดออก โดยเฉพาะของค่ายนพพงศ์ฯ ที่มีเพลงดัง "คุณลำใย" เพราะยืนอยู่ฝั่งเดียวกับอาร์.เอส.

ก่อนปิดการประชุม ประธานยังเชิญชวน ""ให้สมาชิกหยุดซื้อและหยุดใช้แผ่นวีซีดีของแกรมมี่ ให้รอแนวทางของชมรมว่าจะซื้อหรือไม่เมื่อใด"" และระหว่างนี้ทางชมรมฯ จึงเสนอแนะทางเลือก 20 บริษัทที่ไม่จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ ที่นำทีมโดย อาร์.เอส. พร้อมด้วย ทอปไลน์ไดมอนด์, มาสเตอร์เทป, รถไฟดนตรี, ชัวร์ออดิโอ, กรุงไทย, นพพรโปรโมชั่น, โฟร์เอส, กระบือแอนด์โค, เอสวี, เอสเอสมิวสิค, ไอคิวดี, โปรมีเดีย, ยูพีแอล, ไทยมิวสิค, เมโทรแผ่นเสียงเทป, บ็อกซิ่งซาวด์, โรส, นพพงศ์ และ MOM

สมาคมภัตตาคาร

หนุนแกรมมี่เต็มตัว

ขณะที่ฝั่งอาร์.เอส. หรือสมาคมแผ่นเสียงฯ มีชมรมตู้คาราโอเกะเป็นแนวร่วม ทางฝั่งแกรมมี่ก็ "สมาคมภัตตาคารไทย" เป็นพันธมิตรเช่นกัน

สำหรับท่าทีของสมาคมภัตตาคารฯ นั้น รณรงค์ให้สมาชิกมาใช้โปรแกรม "ระบบเปิด" มากกว่า "ระบบปิด" ของมิวสิคพาร์ทเนอร์ เพราะแต่เดิมมิวสิคพาร์ทเนอร์เป็นผู้ขายโปรแกรมให้กับคาราโอเกะแบบคอนโทรลรูมและแบบมิดิไฟล์ ให้แก่บรรดาภัตตาคารร้านอาหารต่างๆ ที่อ้างตรงกันหลายเจ้าว่า คุณภาพและระบบเสียงไม่ดีเท่าที่ควร

ในวันประชุมใหญ่ของสมาคมภัตตาคารเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ ตัวแทนของแกรมมี่พยายามยกเหตุผลทางกฎหมายมาอธิบายพร้อมเผยถึงที่มาในการเก็บแบบเหมาจ่ายปีละ 3,000 บาทต่อจอ กับสมาคมภัตตาคาร

""ในสังคมไทยปัจจุบัน มันเป็นเรื่องของการค้าขาย หรือการค้าเสรี ในร้านของท่านอาจจะต้องเลือกดูจากภูมิลำเนา แล้วลูกค้าส่วนใหญ่นิยมเพลงแนวไหนบ้าง ในอนาคตหากมีหลายๆ ค่าย อันนี้เป็นความชอบธรรมของร้านค้า ที่จะพิจารณาของดูว่าจำนวนเพลง ความนิยม ตรงนี้เป็นแนวทางที่ร้านค้าต้องพิจารณาเลือกดูว่ามีงบเท่าไหร่ ก็เลือกในงบที่จ่ายได้ ถ้ามี 3,000 บาท ทางแกรมมี่เราก็จะมีเพลงออกมาทุกเดือน แล้วเป็นนักร้องที่มีความหลากหลาย ในอนาคตถ้ารู้สึกว่ากำลังของท่านไม่พอ ท่านอาจจะต้องเลือก ดีกว่ามีข้อกฎหมายมาบังคับกัน"" ตัวแทนรายนั้นกล่าว

ดูเหมือนว่าทางแกรมมี่ยืนยันจะเก็บค่าลิขสิทธิ์ โดยไม่มีการผ่อนผันอีกต่อไป ส่วนค่ายเพลงอื่นจะยืดเวลาออกไปถึงปลายปีก็ไม่สนใจ

จากท่าทีของแกรมมี่ดังกล่าวจึงทำให้ชมรมผู้ประกอบการตู้คาราโอเกะต้องเดินหน้าชนเต็มตัว โดยร้องขอให้แกรมมี่ประกาศรายชื่อเพลงที่จะจัดเก็บผ่านหนังสือพิมพ์ เพื่อจะได้ "ถอดแผ่น" ดังกล่าวนั้นออกจากตู้เพลง

พร้อมกันนั้นก็ยื่นข้อเสนอต่อค่ายเพลงทุกค่าย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา 4 ข้อ คือ หนึ่ง - ให้เจ้าของลิขสิทธิ์เก็บค่าเผยแพร่รวมกับแผ่นวีซีดีที่จำหน่ายให้กับร้านคาราโอเกะ, สอง - สำหรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์คาราโอเกะ ให้มีองค์กรเดียวเป็นคนจัดเก็บ, สาม - ให้ภาครัฐเร่งออกกฎหมายองค์กรบริหารจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์และสิทธินักแสดง ออกมาบังคับใช้โดยเร็ว และสี่ - ให้ทุกค่ายยุติการจัดเก็บค่าเผยแพร่จนกว่าจะมีองค์กรกลางตามกฎหมายขึ้นมาบริหารการจัดเก็บ

เกมชิงผลประโยชน์พันล้านยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติโดยง่าย แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ ก็คงหนีไม่พ้น "คนชอบร้องเพลง" ทั้งประเภทศิลปินหน้าตู้ข้างถนน และประเภทเช่าห้องร้องเพลง เพราะจะต้องร้องเพลงบางเพลงที่ไม่อยากร้อง และอาจจ่ายค่าร้องเพลงแพงขึ้น
โดยคุณ : ร้านเน็ตเราก็โดนๆเหมือนกัน - [ 26 พ.ย. 2544 , 13:31:34 น. ]

คำแนะนำ
ไม่มีความเหงอะตอนนี้ง่วงอะเดี๋ยวจะมาออกฟาร์มเหงนะคร๊าบ
โดยคุณ : ไม้ที - [ 27 พ.ย. 2544 , 00:28:25 น.]


คำแนะนำที่ 2
ผมเปิดร้านซ่อมคอม.....มีคนเข้ามาตีสนิทแล้ววานให้เขียนแผ่น mp3 ให้ 2 แผ่น วันต่อมามาเอาแผ่นให้เงินเรา 80 บาท แล้วเอาตำรวจมาจับบอกว่า มาจากบริษัทNPL ค่ายเพลงของพาเมล่าบราวเดนส์..............งง......เราละเมิด....หรือว่าเขากรรโชกทรัพย์กันแน่
โดยคุณ : เด็กบ้านนอก - [ 18 พ.ย. 2004 , 16:43:58 น.]


คำแนะนำที่ 3
ไม่มีอะไรจะเขียนมาเขียนเล่นทำไม
โดยคุณ : เด็กนิรนาม - [ 17 ก.ค. 2007 , 19:30:58 น.]


ขอเชิญร่วมเสนอแนะความคิดเห็นครับ
จาก :
email :
icq :
Username :
Password :

รายละเอียด



กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียวครับ....