Written by BatMen
...เมื่อรัฐบาลตัดสินใจอนุมัติขึ้นเงินเดือน ส.ส.-ส.ว. ข้าราชการ และค่าแรงขั้นต่ำทั้งระบบ ประกอบกับ เกิดภาวะน้ำมันแพง สินค้าอุปโภคบริโภคแห่ขึ้นราคา ทำให้ปี 2554 ประเทศจะต้องเสี่ยงกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนอาจเกิดวิกฤติการคลัง อีกใน 4-5 ปีข้างหน้า...
ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ถึงทิศทางเศรษฐกิจ ที่ทั้งพรรคปชป.และพรรคร่วมรัฐบาลยังแข่งขันกันเสนอนโยบายโคตรประชานิยม โดยไม่มีการเสนอมาตรการอื่นควบคู่กันไป เชื่อน่าจะทำให้เกิดปัญหาวิกฤติในอนาคต ทั้งกรณีการแข่งขันกันขึ้นเงินเดือนของทั้งพรรคปชป และพรรคร่วมอย่างภูมิใจไทย ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ส.ส. ส.ว. ซึ่งจะส่งผลถึงงบประมาณประจำ ที่เป็นของภาครัฐโตมากขึ้นในเชิงโครงสร้างอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง จนทำให้เหลือเงินในส่วนที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศได้น้อย
ตราบใดเศรษฐกิจของประเทศยังขยายตัวไปได้ตามเป้าหมายที่กำหนดในแต่ละปีก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเมื่อใดการขยายตัวทางเศรษฐกิจทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ก็เชื่อได้ว่าอีกประมาณไม่เกิน 4-5ปี นับจากนี้ไปไทยก็อาจจะประสบกับปัญหาวิกฤติการณ์ฐานะการเงิน การคลังของประเทศได้ แม้ว่าขณะนี้มองแล้วยังไม่พบปัญหา และสามารถประคองตัวไปได้ เนื่องจากปริมาณหนี้สาธารณะยังไม่ได้สูงมากนักเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ GDP แต่ในระยะยาว ภาระค่าใช้จ่ายจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ประกอบกับยังมีความเสี่ยงในเรื่องของเงินนอกงบประมาณ ที่ทำกันมาตั้งแต่รัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และต่อเนี่องมาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน คือกรณีใช้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยกู้ ให้กับกลุ่มบุคคลที่เป็นเป้าหมาย อาทิกลุ่มพ่อค้าพ่อค้าหาบเร่แผงลอย,กลุ่มขับรถแท็กซี่-วินจยย.รับจ้าง, รวมถึงเรื่องการใช้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจขับเคลื่อนโครงการประชานิยม อาทิ น้ำ,ไฟฟ้า,รถประจำทาง,รถไฟ ฟรี ซึ่งเป็นการยากที่จะป้องกัน การฉวยโอกาสใช้ประโยชน์ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีความจำเป็นต้องใช้ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า"FREE RIDER" ถ้าไม่ระวังหนี้ ก็อาจกลับกลายเป็นหนี้เสีย NPL ซึ่งรัฐก็จะประสบปัญหานี้ นอกจากปัญหาเรื่องการทุจริต คอรัปชั่นในองค์กร
ส่วนกรณีที่มีการเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิต เพื่อทำให้ราคาน้ำมันที่แพง ลดลงนั้น ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า ไม่เห็นด้วย ทั้งยังสนับสนุนแนวทางของนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ไม่ควรลดภาษีสรรพสามิตลง แต่เห็นควรให้รัฐบาลเลือกช่วยเป็นรายสาขาไป สำหรับกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ มีผลกระทบกับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ทั้งเงินเฟ้อและค่าครองชีพ อาทิภาคขนส่ง ภาคการเกษตร หรือประมง ไม่ใช่ใช้แบบเหวี่ยงแห เพราะไทยไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันเองได้ เกิดถ้าราคายังขึ้นไปไม่หยุดหรือทรงตัวอยู่ในระดับสูงนาน แล้วรัฐต้องนำเงินภาษีไปชดเชยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ประเทศก็จะประสบปัญหา ประชาชนเองก็จะไม่มีการปรับพฤติกรรมการใช้น้ำมันอย่างคุ้มค่า ประหยัด และมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็เหมือนจะซ่อนปัญหาต่อไปในอนาคต
ทางแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงของไทยอย่างยั่งยืน คือต้องส่งเสริมให้มีพลังงานทางเลือก อาทิ พลังงานคลื่น จากน้ำทะเล พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ เพราะความจริงแล้วขณะนี้ไทยมีพลังงานประเภทดังกล่าวอยู่ประมาณ50%เท่านั้น ซึ่งรัฐจะต้องส่งเสริมและจูงใจให้ภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อน ด้วยการลดหรือหักภาษีได้ และรัฐบาลจะต้องผลักดันลงทุนการพัฒนาเทคโนโลยี
การที่รัฐบาลออกนโยบายมาตรการลดค่าครองชีพ ลดความเลื่อมล้ำทางสังคม เรื่องนี้ยอมรับว่า เห็นด้วย เพราะไปช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยตรง แต่ต้องพยายามเปลี่ยนจากระบบประชานิยม ให้เป็นแบบ สังคมหรือรัฐสวัสดิการ ซึ่งสำหรับประเทศไทย อาจต้องเป็นแบบสังคมสวัสดิการ เนื่องจากต้องยอมรับว่าประเทศยังไม่มีความพร้อมในการเป็น รัฐสวัสดิการ เพราะฐานะการคลังยังไม่พร้อม การจัดเก็บรายได้ภาษียังจัดเก็บได้น้อย จึงจะต้องให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่เห็นว่ามีความจำเป็นก่อน อย่างเรื่อง การรักษาพยาบาล
สำหรับปัญหาของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าที่ ดร.อนุสรณ์ใช้คำว่า’น่าเป็นกังวลมากที่สุด’ คือเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่จะสูงมากประมาณการไว้ที่4-5% เพราะการขึ้นเงินเดือนในทุกระดับของรัฐบาล ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ รวมไปถึงผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ ราคาน้ำมัน รวมไปถึงราคาสินค้าเกษตรที่สูงมาก แต่เกษตรกรกลับได้ประโยชน์น้อยเพราะไม่สามารถผลิตพืชผลออกมาขายได้มากนัก เพราะพื้นที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยที่ผ่านมา
ถ้าถามความคิดเห็นส่วนตัวว่าควรขึ้นเงินเดือนโดยเฉพาะ ส.ส. ส.ว.ไหม ก็ตอบว่าควรต้องขึ้นให้ เพราะต้องยอมรับว่าค่าตอบแทนของบุคคลที่เป็นระดับผู้นำของประเทศของไทย ถือว่าน้อยมากหากเทียบกับประเทศอื่น และส่วนหนึ่งหากมีค่าตอบแทนที่มากขึ้นก็น่าจะสามารถแก้ปัญหาการทุจริตได้บ้าง แม้ไม่มากก็ตาม แต่ไม่ใช่ขึ้นเงินเดือนให้แล้วจะไม่โกงมันเป็นคนละประเด็นกัน
ทั้งนี้ เงินเดือนจะต้องสะท้อนภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ แต่ที่ผ่านมา หน่วยงานราชการบางหน่วย รวมไปถึงนักการเมืองบางคนทำงานยังไม่เข้าตา คือไม่สะท้อนผลงานที่ดีพอ ก็ไม่เห็นควรที่จะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น คือต้องดูผลงานเป็นรายบุคคล.