Written by BatMen Tuesday, 23 November 2010 21:35

รีไฟแนนซ์มักจะเป็นทางออกของการแก้ปัญหาการขาดความสามารถในการผ่อนชำระหนี้สินเสมอ
เป็นเรื่องปกติที่การระดมทุนของภาคธุรกิจ มักจะต้องหยิบยืมเงินมาจากการขอสินเชื่อ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการขอสินเชื่อของผู้ประกอบการจะสำเร็จลุล่วงเสมอ ไปเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง ทำให้ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาดังกล่าวมักจะแก้ไขด้วยการ “รีไฟแนนซ์”แทน ซึ่งโอกาสนี้ INCquity จึงอยากจะขอพาผู้ประกอบการไปทำความรู้จักและเรียนรู้วิธีการรีไฟแนนซ์ที่ คุ้มค่าทางธุรกิจกัน โดยสาระสำคัญของกระบวนการดังกล่าว มีดังนี้
การรีไฟแนนซ์ (Refinance) หมายถึง การกู้เงินก้อนใหม่ขึ้นมาเพื่อนำไปใช้คืนหนี้ก้อนเก่าหรือที่เรียกว่าการนำ ไปโปะทับหนี้เดิมที่ได้ก่อขึ้นก่อนหน้านี้นั่นเอง โดยอาจจะขอกู้จากสถาบันทางการเงินที่เป็นเจ้าหนี้รายเดิมหรือเป็นสถาบันการ เงินเจ้าใหม่ก็ได้ ซึ่งการรีไฟแนนซ์ที่ถูกต้องจะต้องเป็นการกู้เงินที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ ตัวผู้กู้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบอัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวมสุทธิทั้งหมดกับ หนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมก่อนหน้านี้ หรือพูดง่ายๆก็คือกู้มาแล้วหนี้สินสามารถลดลงจากของเดิมนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยที่จะต้องจ่าย จำนวนเงินต้นที่จะต้องจ่าย ระยะเวลาการผ่อนชำระที่ดีขึ้น เป็นต้น ซึ่งวิธีการรีไฟแนนซ์ที่คุ้มค่าทางธุรกิจมีกระบวนการ ดังนี้
ก่อนที่ผู้ประกอบการจะทำการรีไฟแนนซ์ให้กับธุรกิจของตนเองนั้น ผู้ประกอบการจะต้องทราบเสียก่อนว่าสถานภาพทางการเงินของตนเองนั้นเป็นอย่าง ไรและอยู่ในขั้นวิกฤติมากขนาดไหน เพราะการรีไฟแนนซ์จะไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิงหากผู้ประกอบการไม่ทราบ สถานะทางการเงินที่แท้จริงของตนเอง โดยสิ่งที่ควรดูมากที่สุดก็คือในเรื่องของสภาพคล่องทางการเงินโดยรวมของ บริษัท จำนวนทรัพย์สินที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน จำนวนเงินกระแสรายวัน รายจ่ายสุทธิทั้งในส่วนของเงินกู้และค่าดำเนินกิจการของบริษัทต่อเดือน รวมไปถึงข้อมูลทางการเงินทั้งหมดของบริษัทด้วย ซึ่งการทราบสถานภาพทางการเงินของบริษัทจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผน ทางการเงินเพื่อใช้สำหรับการรีไฟแนนซ์ได้สมบูรณ์แบบที่สุดด้วย
เมื่อทราบสถานภาพทางการเงินของบริษัทตนเองแล้วนั่นหมายความว่าผู้ประกอบ การก็ได้รับทราบความต้องการทางการเงินอันเร่งด่วนด้วยเหมือนกัน ขั้นต่อมาคือการพิจารณาเลือกข้อเสนอจากทางธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆให้ ตรงกับความต้องการที่สุด และที่สำคัญคือข้อเสนอที่ได้รับมาจะต้องมีส่วนช่วยลดรายจ่ายของกิจการลง อย่างมหาศาล โดยขอแนะนำให้เลือกพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยเป็นหลักทั้งในส่วนที่คงที่และ ผันแปร รวมไปถึงโปรโมชั่นต่างๆที่สถาบันทางการเงินหยิบยื่นมาให้ด้วย
เมื่อได้ข้อมูลโปรโมชั่นจากสถาบันทางการเงินต่างๆมาแล้วก็มาถึงขั้นตอน การคำนวณ โดยผู้ประกอบการจะต้องนำข้อมูลสินเชื่อในสัญญาเก่าที่ยังคงเหลืออยู่นำมา เปรียบเทียบกับสัญญาเงินกู้ที่จะรีไฟแนนซ์ฉบับใหม่ (ค่างวดเก่า – ค่างวดใหม่) โดยจะขอยกตัวอย่างเพื่อให้ผู้ประกอบการได้เห็นภาพที่ชัดเจนและง่ายขึ้น ดังนี้
ตัวอย่าง นายสมชาย กู้เงินจากธนาคาร A มาลงทุนทำธุรกิจ 1,000,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ย 7%ต่อปี ระยะเวลากู้ 25 ปี ผ่อนชำระงวดละ 7,068 บาทต่อเดือน ผ่อนชำระได้ 2 ปี เหลือยอดหนี้คงค้างที่ต้องชำระอีก 967,709 บาท
สัญญาเงินกู้ฉบับปัจจุบันกับธนาคาร A คือ

นายสมชายเลือกรีไฟแนนซ์กับธนาคาร B ในวงเงินกู้เท่ากับยอดหนี้ที่ยังคงค้างอยู่กับธนาคาร A คือ 967,709 บาทด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียง 4.50% ระยะเวลากู้ 23 ปี (ระยะเวลาผ่อนที่เหลืออยู่กับธนาคาร A นั่นเอง)
สัญญาเงินกู้ฉบับรีไฟแนนซ์กับธนาคาร B คือ

***นั่นจะเท่ากับว่าผู้ประกอบการสามารถประหยัดเงินไปได้ถึง (7,068 - 5,646)1,422 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว หรือคิดเป็น 392,272 ตลอดเวลาของสัญญาที่เหลืออยู่***
เรื่องต่อมาที่นายสมชายจะต้องพิจารณาก็คือค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ อันมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
- ค่าปรับในการไถ่ถอนก่อนกำหนด 3 ปี (สถาบันทางการเงินจะคิดในอัตราที่แตกต่างกันออกไปและบางทีอาจจะคิดจากจำนวน เงินต้นด้วย) เท่ากับ 2% ของยอดหนี้คงเหลือ คือ 969,709 = 19,394 นำเงินในส่วนนี้ไปจ่ายให้กับสถาบันการเงินเดิม
- ค่าจดจำนองคิด 1% ของราคาประเมิน 1,000,000 บาท จะเท่ากับ 10,000 บาท
- ค่าอากรแสตมป์คิด 0.05% ของยอดเงินกู้ที่รีไฟแนนซ์คือ 969,709 จะเท่ากับ 484 บาท
- ค่าประกันภัย 2,000 บาท คิดจากทรัพย์สินที่นำไปวางค้ำประกันเงิน 1,000,000 บาท (ตัวเลขอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับทรัพย์สิน)
***รวมเงินค่าใช้จ่ายสำหรับการรีไฟแนนซ์ครั้งนี้จะอยู่ที่ 31,878 บาท จึงจัดว่าเป็นการรีไฟแนนซ์ที่มีความคุ้มค่าพอสมควร เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนเงินทั้งหมดที่สามารถประหยัดไปได้ก่อนหน้านี้ แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรจะต้องคำนวณหาจุดคุ้มทุนในเชิงลึกอีกด้วย***
ข้อมูลจาก วารสารสวัสดิการสาร กรมสวัสดิการทหารบก ฉบับ มี.ค.๔๙ น.ท.วิษณุ เนียมคำ หน.ผวค๑ กนผ.กพ.ทอ.
เมื่อผู้ประกอบการคำนวณค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ทั้งหมดออกมาแล้วเห็นว่า มีความคุ้มค่าต่อการลงทุนและมีส่วนเอื้อประโยชน์ให้กับการทำธุรกิจเป็นอย่าง มาก ก็มาถึงในส่วนของขั้นตอนการยื่นเอกสารโดยขั้นตอนนี้จะมีความคล้ายคลึงกันกับ การไปขอสินเชื่อตามปกติมาก โดยผู้ประกอบการจะต้องเตรียมเอกสารทางด้านการเงินต่างๆของบริษัทให้พร้อม สรรพด้วยเพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงิน
การรีไฟแนนซ์คือหนึ่งในเครื่องมือวิศวกรรมทางการเงินที่มีประโยชน์ต่อการ ทำธุรกิจเป็นอย่างมาก ทั้งยังเป็นหนึ่งในทางเลือกดีๆสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังประสบปัญหาการขาด สภาพคล่องทางการเงิน อันเนื่องมาจากสาเหตุของสัญญาเงินกู้ปัจจุบันที่ค่อนข้างจะเข้มงวดเกินไปและ ไม่เหมาะสมกับการทำธุรกิจเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคต ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรพิจารณาการรีไฟแนนซ์ก่อนเป็นอันดับแรกหากเมื่อใด ก็ตามที่ธุรกิจเดินทางมาถึงจุดบอดในเรื่องของความสามารถในการชำระสินเชื่อ ที่กู้ยืมมาจากเจ้าหนี้ก่อนหน้านี้
เคดิตซhttp://incquity.com/articles/money-talk/refinancing-technique