ร้าน ถ่ายรูปด่วน ที่ โลตัส บ้านฟ้าปิยรมย์ คลอง 6 ลำลูกกา ปทุมธานี (กล้อง อุปกรณ์ถ่ายภาพ / บริการถ่ายภาพ)ร้าน ทูโพโต้ ดอท คอม นอกจากจะให้บริการ อินเตอร์ เน็ต และเกมส์ออนไลน์แล้ว ยัง เปิดเป็นศูนย์ถ่ายรูป ด่วนดิจิตอล Digital Photo กับบริการการถ่ายรูปด่วน ... |
เขียนโดย aud วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม 2010 เวลา 11:08 น.
คิดอย่างนี้ถึงจะรวย" ผู้ก่อตั้ง 4 เอสเอ็มอีดัง "ไทก้า-บ้านใร่กาแฟ-มาสเตอร์ แอด และ มิสลิลลี่" เผยต้อง "คิดการใหญ่" อย่างเป็นระบบ "กลัว" ได้แต่ต้องกล้า แนะสร้างเอกลักษณ์แห่งแบรนด์ วางมาตรฐานให้อยู่ระดับโกลบอล และสร้างธุรกิจเครือข่ายเพื่อการเติบโตอย่างรวดเร็ว
เปิด คัมภีร์ มั่งคั่ง เศรษฐี "เอสเอ็มอี"
คิดการให้ใหญ่-ทำให้เป็นระบบ 'กลัวได้แต่ต้องกล้า' ทำธุรกิจให้ รวย ต้องสร้างเอกลักษณ์แห่งแบรนด์ และวางมาตรฐาน ขึ้นชั้นระดับโลก
เปิดเคล็ดลับ "คิดอย่างนี้ถึงจะรวย" ผู้ก่อตั้ง 4 เอสเอ็มอีดัง "ไทก้า-บ้านใร่กาแฟ-มาสเตอร์ แอด และ มิสลิลลี่" เผยต้อง "คิดการใหญ่" อย่างเป็นระบบ "กลัว" ได้แต่ต้องกล้า แนะสร้างเอกลักษณ์แห่งแบรนด์ วางมาตรฐานให้อยู่ระดับโกลบอล และสร้างธุรกิจเครือข่ายเพื่อการเติบโตอย่างรวดเร็ว
การเกิดขึ้นของ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากมายในเมืองไทย ในท้ายที่สุดอาจเหลือเพียงไม่กี่รายที่สามารถเติบใหญ่ได้ดังที่คาดหวัง และผู้ประกอบการทั้ง 4 รายดังต่อไปนี้คือ มอเตอร์ไซค์ไทเกอร์ บ้านใร่กาแฟ ร้านดอกไม้มิสลิลลี่ และธุรกิจป้ายโฆษณามาสเตอร์แอด คือ ส่วนหนึ่งของเอสเอ็มอีส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จในเวทีธุรกิจ
ธุรกิจ ทั้ง 4 ของเอสเอ็มอีเหล่านี้ กำลังเติบใหญ่อย่างอัศจรรย์ พวกเขา คิดอย่างไร ถึงจะรวย บนเวทีสัมมนา บิสสิเนส แฟร์ 2003 : SMEs Revolution ได้ล้วงลึกถึงแก่นคิดของผู้ประกอบการสายพันธุ์นักรบเอสเอ็มอีเหล่านี้ไว้ อย่างน่าสนใจ
โดยพบว่าสิ่งที่เหมือนกันของผู้ก่อตั้งเอสเอ็มอี ที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ ก็คือทุกคนต่าง คิดการใหญ่ และทำให้เป็นจริงโดยเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ และสร้างธุรกิจให้ได้มาตรฐานในระดับโลก
บ้านใร่กาแฟ "ธุรกิจไทย ต้องก้องโลก"
สายชล เพยาว์น้อย คือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กลายเป็น ทอล์ค ออฟเดอะ ทาวน์ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเปิดตัวธุรกิจ บ้านใร่กาแฟ กาแฟไทยแท้ผนวกกับสุนทรียภาพในการดื่มเมื่อ 4 ปีก่อน
สายชล สร้างเซอร์ไพรส์ในแวดวงการตลาดด้วยการสร้างสังคม บ้านใร่กาแฟ พร้อมๆ กับสร้างสีสัน และความน่าสนใจให้กับแบรนด์กาแฟชายทุ่ง สายชล กล่าวว่า คิดที่จะรวยในมุมมองของเขา คือ คิดที่จะฝัน และฝันของเขาเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ก้าวออกจากการเป็นพนักงานบริษัท เพื่อเปิดธุรกิจร้านกาแฟเล็กๆ ของตัวเอง
ผมก็นั่งคุยกับเพื่อนว่า ทำไมในปั๊มน้ำมันไม่มีร้านกาแฟ เพื่อนผมก็บอกว่ามีสิ ก็ไปซื้อกาแฟกระป๋องในร้านสะดวกซื้อในปั๊มก็ได้ แต่ผมว่าไม่ใช่ มันต้องเป็นกาแฟแบบชงสดๆ หอมๆ ไม่ใช่กาแฟกระป๋อง นี่แหละคือช่องว่าง ผมมองเห็นช่องว่างแล้ว สายชล กล่าว
ผมมีแรงฮึด เริ่มคิดถึงแบรนด์ และเป็นช่วงที่ได้เข้าไปคุยโคโนโค ประเทศไทย เจ้าของปั๊มเจ็ท เขาสนใจจะให้เราเข้าไปตั้งร้านกาแฟในปั๊ม
เมื่อพิจารณาถึงจำนวน สถานีบริการน้ำมันของเจ็ทที่มีอยู่ดาษดื่น สายชลไม่รีรอที่จะคิดถึงบ้านใร่กาแฟสาขาที่ 2 และ 3 ขึ้นมาเรื่อยๆ
ผม คิดถึงการสร้างแบรนด์ ตั้งแต่วันแรกๆ แบรนด์ของผมต้องชื่อไทย สินค้าของผมคือ กาแฟไทย และผมต้องสร้างแบรนด์ไทยให้ก้องโลก
ประโยค เดิมๆ นี้ คือคำพูดประจำตัวของผู้บริหารใหญ่ในตำแหน่ง ท่านประธาน ของชาวบ้านใร่กาแฟที่ประกาศก้องมานับครั้งไม่ถ้วน และในวันนี้เขายังคงยืนยันเช่นนั้น
แต่ระหว่างทางการสร้างแบรนด์ของ เรา เราต้องดูแลบุคลากรของเราไปด้วย น้องๆ ทุกคนที่ทำงานที่บ้านใร่กาแฟเป็นส่วนสำคัญ เกษตรกรที่ส่งวัตถุดิบให้เรามาทำเป็นกาแฟขายหน้าร้านจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ ดีขึ้น มีรายได้ที่ดีขึ้น
ผมคิดทุกอย่างแบบเป็นขั้นบันได โดยมีเป้าหมายคือเราต้องโกอินเตอร์ คือนำเสนอแบรนด์ไทยต่อสายตาชาวโลก จุดสำคัญ ผมคิดว่า การที่เราเป็นเอสเอ็มอี จะทำอะไรต้องหาตัวเองให้พบ หาจุดยืนให้เจอ และมองหาช่องว่างในตลาด คิดให้เป็นเหตุเป็นผล และเป็นขั้นตอน เหมือนกับวันแรกที่ผมฝันถึงกาแฟบ้านใร่ ผมนำหลักการตลาดที่เคยได้เรียนรู้มาใส่วัฒนธรรมความเป็นไทยของบ้านใร่
ผล ที่ได้คือการนำวัฒนธรรมเข้ามาในระบบธุรกิจ และมองสังคมที่อยู่รอบตัวเราเป็นสังคมศาสตร์ ไม่ใช่การตลาดเพื่อสังคม สายชล กล่าวสรุป
ไทก้า ส่ง "ไทเกอร์" โกอินเตอร์
นอกจาก สายชล อีกหนึ่งตัวอย่างของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จก็คือ ปิติ มโนมัยพิบูลย์ แห่งมอเตอร์ไซค์ไทเกอร์ ปัจจุบันเขานั่งอยู่ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท ไทก้า มอเตอร์เซลส์ ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์สัญชาติไทยๆ ที่ออกมาเฉิดฉายอยู่ในตลาด และกำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ของการค้าขายในระดับอินเตอร์
ปิติ เล่าว่า การค้าขายของเขา มักถูกคู่แข่งคือผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์รายใหญ่จากญี่ปุ่น ลงมาลอบโจมตีให้เจ็บช้ำอยู่เนืองๆ แม้กระนั้น เขาก็สามารถปรับตัวให้เท่าทันกับการแข่งขัน และหาทางออกให้กับธุรกิจได้เสมอ
เมื่อก่อนถ้าบอกว่ารถของเราผลิตโดยคนไทย ไม่มีใครเชื่อ เพราะเขาเชื่อเทคโนโลยีญี่ปุ่นมากกว่า แต่ในตลาดต่างประเทศเขาบอกว่า ถ้าคุณภาพดีเสมอกัน แต่เราทำให้ราคาถูกกว่าได้ เขารับซื้อ ผมเลยออกมามองหาช่องทางในตลาดต่างประเทศ เป็นฐานรองรับก่อน และตลาดใหญ่ที่ผมได้มาคืออินโดนีเซีย ปิติ กล่าว
เมื่อถามว่ากลัว ไหมในการออกไปลุยตลาดต่างประเทศเพียงลำพัง เพราะเขาเป็นแค่ผู้ประกอบการรายเล็กๆ เขากลับบอกว่า ความกลัวเป็นสิ่งที่ดี สำหรับเอสเอ็มอีอย่างเขา ความกลัวจะนำมาซึ่งการไตร่ตรอง และวางยุทธศาสตร์ให้กับธุรกิจอย่างรอบคอบมากขึ้น
ถ้าวันที่คุณกลัว และมันทำให้คุณกลับมาคิดไตร่ตรองว่า กิจกรรมที่เรากำลังจะทุ่มตัวเองลงไปทำนั้น มันเป็นเหตุเป็นผลกัน เราหาคำตอบชัดเจนให้ได้ว่าเรากลัวทำไม และคิดให้รอบคอบ ผมว่ามันไม่ผิดที่จะกลัว
เขาบอกว่า การขายของเขาไม่ได้มียอดสั่งซื้อถล่มทลายตั้งแต่วันแรก แต่ต้องอาศัยการปูทาง ทางการตลาด และทำให้ผู้ใช้รู้ว่าสินค้าจากแบรนด์คนไทยก็สามารถสู้กับแบรนด์ต่างประเทศ ได้ไม่แพ้กัน
ผมเคยโดนตัดราคา เขากล่าว พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า ความคิดของเขาขณะนั้นมองว่าเป็นเรื่องดีที่ยักษ์ใหญ่ลงมาเล่นในสมรภูมิที่ เขาเป็นผู้กำหนดเอง เพราะราคามอเตอร์ไซค์ไทเกอร์ เมื่อออกสู่ตลาดบ้านเรา สนนราคาที่ 29,900 บาท ขณะที่ยักษ์ใหญ่ไหวตัวทัน ออกรถรุ่นใหม่ที่ราคาเพียง 28,000 บาท ออกมาภายในเวลาไล่เลี่ยกัน
ถือว่าดีครับ เพราะมันทำให้คนไทยเราซื้อรถมอเตอร์ไซค์ได้ถูกลงไปอีก แต่ผมมั่นใจว่าสินค้าเรามีเอกลักษณ์ เราปรับเปลี่ยนสินค้าเรื่อยๆ ค่อยๆ มองตลาดว่าทำยังไงเราจะขายได้
การแข่งขันวันนี้ผมไม่กลัว ผมคิดว่าจุดเด่นของมอเตอร์ไซค์ไทเกอร์วันนี้ คือเราเน้นความเป็นไทย ภูมิปัญญาแบบไทยๆ แต่เราปรับเปลี่ยนตาม และให้เราเท่าทันตลาดโลกได้
"มาสเตอร์ แอด" สื่อกลางแจ้งครบวงจร
นพดล ตัณศลารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์แอด จำกัด หรือ มาโก้ (MACO-Master Ad Co,Ltd.) บริษัทรับทำสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัยหรือ Out of home media ที่สามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว
เขาบอกว่ามาสเตอร์ แอด เริ่มต้นจากการทำสื่อกลางแจ้งเกือบทุกประเภท อาทิ บิลบอร์ด หรือคัตเอาท์ขนาดใหญ่ ต่อมาเพื่อให้ทำธุรกิจได้หลากหลายและครบวงจรมากขึ้น บริษัทจึงกำหนดแผนการตลาดใหม่ โดยการเป็นสื่อภายนอกที่อยู่อาศัยทั้งหมด ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามที่ต่างๆ เช่น บนบีทีเอส หรือทางด่วน โดยมีเป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจนี้
พื้นฐานของ ผมไม่ได้เป็นนักโฆษณา เพราะเคยเป็นวิศวกรมาก่อน แต่ผมต้องการเป็นที่หนึ่งในสิ่งที่ผมทำอยู่ เมื่อมาทำธุรกิจก็ต้องหาทางเป็นที่หนึ่งในธุรกิจให้ได้
แต่ตอนนั้น ธุรกิจสื่อโฆษณาก็มีผู้ทำอยู่ก่อนแล้ว ผมถือว่าเป็นรุ่นลูกในธุรกิจนี้ก็ว่าได้ เพราะเริ่มช้ากว่าคนอื่น ก็ต้องสร้างความต่างโดยการคิดสื่อรูปแบบใหม่ๆ ออกมา เพราะเราต้องการเป็นปรมาจารย์ทางด้านมีเดีย ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดแล้ว
นพดล กล่าวถึงกลยุทธ์ในการทำธุรกิจว่า ใช้หลักการสร้างเครือข่ายธุรกิจ โดยติดต่อเจ้าของที่ดินว่างเปล่าที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมเพื่อจัดตั้ง โครงป้ายโฆษณา ใครที่มีที่ดินว่างไม่ได้ทำอะไร หรือเป็นที่ที่ฮวงจุ้ยไม่ดี ก็มาทำธุรกิจร่วมกันได้ เป็นการสร้างธุรกิจจากที่ดินว่างเปล่า สร้างมูลค่าเพิ่มให้พื้นที่นั้นๆ
เขากล่าวต่อไปว่า บริษัทยังมีโครงการจะทำสื่อใหม่ๆ อีกหลายรายการ ทั้งที่เคยทำและกำลังจะทำ เช่นสื่อ Trivision ซึ่งเป็นโฆษณาบนบิลบอร์ดที่มีการเคลื่อนไหว ทั้งนี้เพราะจากผลการวิจัยออกมาแล้วพบว่าผู้บริโภคจะให้ความสนใจป้ายที่ เคลื่อนไหวมากขึ้นกว่าป้ายปกติถึง 4 เท่า
เราได้ไปคุยกับบริษัท โฆษณาในประเทศสวีเดน ชวนเขามาลงทุนตั้งโรงงาน Trivision ในไทย ซึ่งหากทำได้จะทำให้ต้นทุนของเราลดจาก 150 บาทเหลือเพียง 10 บาท ราคาจะเท่าสื่อโฆษณาธรรมดา และยังส่งออกได้ด้วย
ทั้งนี้ในระยะอัน ใกล้นี้บริษัทจะมีสื่อโฆษณาแห่งอนาคตหรือ ได้แก่ I-Ball ซึ่งมีลักษณะเป็นลูกบอลกลมใสที่มีโฆษณาวิ่งอยู่โดยรอบ ซึ่งจะเริ่มนำมาให้บริการได้ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ด้วย
แม้ วันนี้ยอดขายรวมกันจะเป็นพันล้านบาทต่อปีแล้ว แต่ในช่วงแรกที่ทำก็ต้องบอกว่าขาดทุน เพราะเราลองผิดลองถูก ทำธุรกิจไม่ได้หมายความว่าจะต้องสำเร็จเสมอไป สิ่งที่สำคัญคือ เราถนัดทางด้านไหน ก็ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและถนัด
"มิสลิลลี่" ผู้ปฏิวัติวงการดอกไม้สด
เรวัติ จินดาพล ผู้ก่อตั้ง มิสลิลลี่ ที่วางมือจากธุรกิจผลิตลิฟต์หลังช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ กล่าวถึงช่องว่างของตลาดดอกไม้ ซึ่งเขาค้นพบในช่วงกระแสอินเทอร์เน็ตบูมในบ้านเราว่า
ในช่วงวิกฤติ นั้นก็เกิดกระแสเรื่องของ Database และ Internet มีเวบเชื่อมถึงกันได้หมด เลยคิดว่ามีธุรกิจอะไรที่จะทำได้ไหม แต่ในเวลานั้นธุรกิจอินเทอร์เน็ตอื่นๆ ในไทยมีผู้นำตลาดหมดแล้ว ยกเว้นดอกไม้ยังไม่มี จึงมาทำตรงนี้
เขา กล่าวว่าเมื่อสามปีที่แล้วธุรกิจการจัดดอกไม้สดในไทยยังไม่ได้มาตรฐาน มิสลิลลี่ต้องการเป็นผู้นำในตลาดจึงได้สร้างระบบเครือข่ายขึ้น 100 กว่าร้านค้าทั่วประเทศ เพราะถ้าเราต้องการจะทำธุรกิจให้ใหญ่ก็ต้องใหญ่ไปเลย ครึ่งๆ กลางๆ ไม่ดี
เรวัติ กล่าวถึงปัญหาในช่วงแรกๆ ว่าที่จะต้องแก้ด้วยความพยายามในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก โดยการชูจุดเด่นที่การให้บริการส่งดอกไม้สดที่รวดเร็ว
แบรนด์เป็น สิ่งเดียวที่เราขาด ก็คิดว่าแล้วเราจะสร้างแบรนด์อย่างไร เพราะช่วงแรกเราไม่สามารถบังคับเครือข่ายของเราได้เลย ต้องขึ้นอยู่กับทางร้านว่าจะจัดดอกไม้แบบไหนให้ลูกค้า เรากำหนดรูปแบบให้ไม่ได้
เราก็เลยใช้จุดเด่นตรงการทำธุรกิจที่เน้น ความสะดวกสบายในการเดลิเวอรี่ ไม่ใช่การขายดอกไม้ โดยวาง positioning ของมิสลิลลี่ไว้ให้เป็นการบริการดอกไม้สดในทุกโอกาส ทุกประเภททั่วไทย และเมื่อคิดจะเป็นเบอร์หนึ่งเราต้องไม่ปฏิเสธลูกค้า
สามปีต่อมาชื่อ ของมิสลิลลี่ ติดตลาดมากขึ้น มีอำนาจต่อรองมากขึ้น จนกระทั่งสามารถต่อรองเครือข่ายให้จัดเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด โดยมีรูปแบบการจัดดอกไม้ถึง 200 กว่าแบบ
เขายังกล่าวว่า ในปีหน้าคาดว่าอุตสาหกรรมดอกไม้สดยังเติบโตไม่หยุด โดยจะมีมูลค่าโดยรวมประมาณ 7 พันล้านบาท ดอกไม้อวยพรประมาณ 1 พันล้านบาท ตลาดพวงหรีดประมาณ 4 พันล้านบาท
การทำตลาดต่อไปจะเข้าไปตามโรงแรม มากขึ้น เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว ส่วนแนวคิดที่จะทำต่อไป คือการปรับรูปแบบโครงสร้าง ยกระดับการจัดการของธุรกิจดอกไม้สด โดยเริ่มทำแฟรนไชส์ร้านดอกไม้มิสลิลลี่ และร้านค้าส่งดอกไม้สด ปีหน้าถ้าทุกอย่างสำเร็จหมดเราจะนำระบบออกไปต่างประเทศ เพราะเชื่อว่ายังไม่มีที่ใดในโลกทำแบบที่เราทำ
